ประสบการณ์ของคุณฤทัย อ่วมศิริ

สวัสดีค่ะ ดิฉัน ฤทัย อ่วมศิริ สมาชิกเขตเชียงใหม่ ก่อนที่ดิฉันจะได้เข้ามาสวดมนต์และศึกษาธรรมะนั้น ดิฉันเป็นคนที่มีนิสัยแย่มาก คือ เห็นแก่ตัว เอาแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่สนใจคนรอบข้าง ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เป็นแบบนี้อยู่ตลอด ซึ่งมีแต่ความทุกข์กาย ทุกข์ใจอยู่เสมอ จนตัวเองคิดว่าคงเป็นเพราะกรรมเก่าแต่ในอดีต ถึงทำให้ชาตินี้ต้องเกิดมาอยู่ในครอบครัวที่อยากจน พ่อแม่มีอาชีพหาเช้ากินค่ำ แต่ท่านก็ดิ้นรนส่งลูกทั้งหมด เรียบจบ ม.3
หลังจากจบม.3 ดิฉันคิดจะเรียนต่อ ม.4 แต่ก็เรียนได้แค่เทอมเดียว เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม จึงต้องออกจากโรงเรียนมาทำงาน ดิฉันไปสมัครงานเป็นพนักงานห้างใน ห้างเล็กๆ แห่งหนึ่ง ตอนนั้นได้ค่าแรงคิดเป็นรายวัน วันละ 80 บาท ดิฉันดีใจมาก ทำงานอยู่ที่นั่นได้ประมาณ 2 ปีกว่า ก็มาพบกับสามี ซึ่งเขาทำงานที่เดียวกับดิฉัน คบกันมาได้ครึ่งปี เราก็ได้แต่งงานกัน และมีลูกชายคนโตตอนปลายปี 2535 คนที่ 2 ปี 2541
ต่อมาดิฉันได้รับการชักชวนให้มาสวดมนต์ นัม เมียวโฮ เร็งเง เคียว จากลุงกับป้าของดิฉัน ท่านได้บอกกับดิฉันว่าต้องสวดมนต์และศึกษาธรรมะไปพร้อมๆ กัน จึงจะสามารถแก้ไขชะตากรรรมในอดีตได้ และไม่มีการสร้างใหม่ในปัจจุบัน ป้าบอกว่าเราสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวของเราเอง ไม่ต้องไปปล่อยนกปล่อยปลาที่ไหน ป้าอธิบายว่ากรรมในชาติที่แล้วเราทำอะไรมา เราไม่รู้ แต่กรรมที่เราสร้างในชาตินี้เรารู้ เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการสวดมนต์พร้อมกับศึกษาธรรมะ ศึกษาสิบภูมิ หาให้เจอว่าเราอยู่ในภูมิอะไร เราก็จะสามารถแก้ไขตัวเองได้เร็ว ดิฉันได้ฟังดังนั้นแล้ว ดิฉันก็มีความเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าศาสนาพุทธนี้ เป็นศาสนาที่สูงส่ง สามารถแก้ไขตัวเองได้ เป็นเหตุเป็นผล เป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้
ดิฉันก็ได้ศึกษาธรรมะจนรู้ว่าตัวเองอยู่ในภูมิเดรัจฉาน เป็นภูมิที่น่าเกลียดมากๆ แต่ก็ยอมรับได้เพราะดิฉันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ดิฉันได้รับโอกาสที่ดี คือการได้ออกไปเยี่ยมสมาชิก ออกไปทำงานพระที่จังหวัดเชียงใหม่ในปี 2552 ได้อยู่ในความดูแลของผู้อาวุโสหลายท่าน ได้เห็นตัวอย่างที่ดี และประสบการณ์ที่ดีของเท่านเหล่านั้น ซึ่งเป็นไปตามหลักธรรมจริงๆ และมีโอกาสได้พบเพื่อนสมาชิกเชียงใหม่หลายๆ คน แต่ละคนมีภูมิชีวิตที่แตกต่างกันออกไป และหลายคนมีก็มีภูมิชีวิตเดียวกันกับดิฉัน ดิฉันก็อาศัยการฟังประสบการณ์ของพวกเขาที่เล่าให้ผู้อาวุโสฟังแล้ว ผู้อาวุโสก็ชี้แนะเขาตามหลักธรรม ซึ่งบางครั้งเรื่องที่สมาชิกเชียงใหม่เล่านั้น ฟังแล้วเหมือนกับเรื่องของดิฉันเลย เท่ากับว่าดิฉันได้มีโอกาสได้รับการชี้แนะตามหลักธรรมจากผู้อาวุโสไปพร้อมๆ กันกับสมาชิกเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแบบนี้อยู่หลายครั้ง จนดิฉันมารู้ได้ว่าดิฉันมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอยู่ 2 เหตุการณ์
เหตุการณ์แรก ดิฉันยืนต่อแถวกดเงินจากตู้ ATM ที่อยู่ติดกับธนาคารโดยมีคนกำลังยืนกดเงินอยู่ แต่ด้วยความที่ดิฉันเป็นคนที่ไม่สนใจใครตามที่ได้บอกไว้ตอนแรก ดิฉันจึงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือผุ้ชาย ใส่เสื้อผ้าสีอะไร เขากดเงินเสร็จ เขาก็เดินออกไปจากตู้ ดิฉันก็เข้าไปที่หน้าตู้จะเสียบบัคร ATM แต่หน้าตู้ ก็แสดงข้อความว่าคุณต้องการทำรายการต่อหรือไม่ ก็แสดงว่ามีบัตร ATM ของคนก่อนหน้ายังเสียบอยู่ในตู้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ดิฉันจะต้องกดทำรายการทันทีไม่ว่าจะถอนหรือโอน โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา แต่กลายเป็นว่าดิฉันตกใจที่เห็นหน้าจอมันขึ้นแบบนั้นและเสียใจที่ไม่รู้ว่าเจ้าของบัตรนั้นเป็นใคร เลยตั้งสติแล้วก็เดินไปเรียกเจ้าหน้าที่ธนาคาร ซึ่งเวลานั้นธนาคารปิดแล้ว แต่ยังมีเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่ด้านใน ดิฉันจึงได้แจ้งเขาไปว่ามีบัตร ATM อยู่ในตู้ เจ้าหน้าที่ธนาคารบอกกับดิฉันว่าให้รอสักครู่ เดี๋ยวตู้ก็จะดูดบัตรนั้นเข้าไปเอง ดิฉันจึงรอแล้วตู้ก็ดูดบัตรเข้าไปเองจริงๆ ดิฉันจึงเสียบบัตรของดิฉันแล้วก็กดเงินตามปกติ ดิฉันกลับมาบ้านอาบน้ำและสวดมนต์สำรวจตัวเองว่าเหตุการณ์วันนี้ทั้งวัน ดิฉันเจออะไรบ้างแล้วก็นึกถึงเรื่องตู้ ATM ทบทวนแล้ว ก็รู้ว่าตัวเองสามารถข้ามภูมิชีวิตของตัวเองมาได้ ดิฉันรู้สึกดีใจมาก สวดมนต์ขอบคุณพระที่ทำให้ดิฉันรู้แจ้งว่า ดิฉันสามารถแก้ไขตัวเองได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังต้องแก้ไขต่อไป เพราะดิฉันสร้างกรรมมาเยอะมาก
เหตุการณ์ที่สอง คือดิฉันไปขายของตามปกติ แต่ส่วนใหญ่ดิฉันจะหยุดทุกวันอาทิตย์ เพราะทั้ง 4 อาทิตย์จะต้องออกไปทำงานพระ ถ้าเดือนไหนมี 5 อาทิตย์ อาทิตย์ที่ 5 ลุงกับป้าไม่ได้นัดไปเยี่ยมสมาชิกที่ไหน ก็จะไปขายของ (ร้านขายสร้อย, กำไล คริสตัล เป็นงานฝืมือ) ตามปกติ ดิฉันเดินทางไปถึงร้านตอนเก้าโมง รอส่งงานให้ลูกค้าตอน 11 โมงเสร็จเรียบร้อย ก็กำลังเก็บของกลับบ้าน ปรากฎว่ามีคนมาหยิบกล่องเครื่องมือของดิฉัน แล้ววิ่งขึ้นรถเมล์ที่กำลังจะเคลื่อนออกจากป้ายรถเมล์อยู่พอดี ดิฉันได้แต่ งง ไปสักพักนึง แล้วตั้งสติคิดว่าที่เขาหยิบไปคืออะไร แล้วรู้ว่าในกล่องมีกระดุม,สร้อยข้อมือ, ตะขอสร้อยคอ ก้ามปู,โซ่ ซึ่งเป็นของใช้จำเป็นกับอาชีพของดิฉันทั้งนั้น แต่ไม่เป็นไรคิดว่าเป็นการชดใช้ให้เขาไป เพราะดิฉันสร้างกรรมมาเยอะ เดี๋ยววันจันทร์ค่อยไปหาซื้อเอาใหม่ แล้วในวันจันทร์ดิฉันก็ไปเดินหาซื้อของเหล่านั้นตามที่เคยซื้อประจำ หาอยู่หลายร้านมาก ปรากฏว่าทุกร้านไม่มีขาย ดิฉันก็คิดว่าดิฉันมีเงินแต่ไม่สามารถหาซื้ออะไหล่ไม่ได้ อะไหล่ชุดนี้ จะต้องเอามาประกอบงานส่งภายในวันศุกร์ ทางร้านบอกว่าของจะเข้ามาวันพุธ ดิฉันก็ติดว่ายังทำส่งทันไม่เป็นไร วันอังคารดิฉันไปขายของตามปกติกับลูกชายคนโต วันนั้นทั้งดิฉันและลูกชายกำลังนั่งทำงานอยู่ ดิฉันก็เหลือบไปเห็นถุงอะไรไม่ทราบอยู่ใต้ที่นั่งของลูกชาย จึงบอกให้เขาหยิบขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นอะไหล่งานของดิฉันที่มีคนหยิบไปเมื่อวันอาทิตย์ เขาเอาของมาคืนไว้โดยการเอากล่องออกเหลือแต่อะไหล่ใส่ถุงซ้อนกันสองชั้นทิ้งไว้ใต้ที่นั่งของลูกชาย ดิฉันดีใจมาก กลับมาบ้านอาบน้ำสวดมนต์ขอบคุณพระ แล้วสำรวจตัวเองกับเหตุการณ์วันนี้ แล้วก็รู้แจ้งว่าดิฉันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี สิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง ยิ่งทำให้ดิฉันมั่นใจว่าดิฉันเดินมาถูกทางแล้ว มาเจอหลักธรรมที่สูงส่ง ได้มีโอกาสได้มาสวด นัม เมียวโฮ เร็งเง เคียว มีผุ้อาวุโสดูแลเอาใจใส่คอยชี้แนะ ให้คำปรึกษาเป็นไปตามหลักธรรมอย่างถูกต้อง ทำให้ดิฉันมีประสบการณมาเล่าให้เพื่อนสมาชิกฟัง ให้เพื่อนสมาชิกได้รู้ว่า เราสามารถแก้ไขตัวเองได้ด้วยตนเองด้วยหลักธรรม แค่เราเปิดใจรับฟังคำชี้แนะจากผู้อาวุโส ออกมาศึกษาหลักธรรม ออกมาทำงานพระ นำธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเข้มงวดกับตัวเองในการสวดมนต์เช้า-เย็น ทำให้เป็นธรรมชาติไม่ต้องฟืน เราก็จะพบกับความสุขได้ ขอบคุณมากค่ะ

ฤทัย อ่วมศิริ
สมาชิกเขตเชียงใหม่