ศาสนาพุทธที่อธิบายให้ง่าย (Buddhism made simple) ความทุกข์แห่งการต้องพลัดพรากจากผู้ที่คนๆหนึ่งรัก

ศาสนาพุทธที่อธิบายให้ง่าย (Buddhism made simple)
ความทุกข์แห่งการต้องพลัดพรากจากผู้ที่คนๆหนึ่งรัก
จากวารสารเมียวเคียว กุมภาพันธ์ 2016 หน้า 70-73

ความทุกข์แห่งการพลัดพรากจากคนที่พวกเรารัก
ท่านเคยประสบกับการที่ต้องพลัดพรากจากบางคนที่มีความสำคัญต่อท่านไหม?
ในบรรดาพวกท่าน อาจจะมีบางท่านที่เคยประสบความเศร้าโศกมากจากการที่ต้องพลัดพรากจากสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนของท่าน นอกจากนี้ อาจจะมีบางท่านที่สัตว์เลี้ยงที่ท่านรักมากตาย และท่านอาจจะเคยอยู่ในสภาพของความอ้างว้างและความเศร้าโศก ในลักษณะนี้ การพลัดพรากจากผู้ที่พวกเรารักเจ็บปวดและเศร้าจริงๆ โดยเฉพาะ บางที ความตายคือการพลัดพรากที่ยากที่สุดในบรรดาการพลัดพรากทั้งหมด
ในศาสนาพุทธอธิบายความทุกข์ในชีวิตของพวกเราด้วยหลักการความทุกข์ 4 ชนิดและความทุกข์ 8 ชนิด หนึ่งในรูปแบบของความทุกข์เหล่านี้คือความทุกข์แห่งการพลัดพรากจากผู้ที่พวกเรารัก ความทุกข์นี้หมายถึงความเจ็บปวดและความเศร้าโศกซึ่งพวกเรารู้สึกเมื่อพวกเราต้องแยกทางกับบางคนที่พวกเรารัก
เรื่องหญิงที่สูญเสียลูกของนาง*
เรื่องดังต่อไปนี้มาจากพระสูตรในศาสนาพุทธ
ผู้หญิงคนหนึ่งคลอดทารกชาย อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานั้น เมื่อเด็กเริ่มเดินเตาะแตะ เขาตายเพราะความเจ็บป่วยอย่างกะทันหัน แม่เด็กควบคุมตัวเองไม่อยู่เพราะความเสียใจจนกระทั่งนางร้องไห้และร้องกรี๊ดเหมือนผู้หญิงบ้า นางอุ้มร่างที่ปราศจากชีวิตของเด็กและเดินสะเปะสะปะไปรอบเมืองในการค้นหายามารักษาลูก “ได้โปรดเถิด, ใครก็ได้, โปรดมอบยาแก่ฉันเพื่อรักษาเด็กคนนี้” นางร้องไห้ ผู้คนสงสารนางและบอกนางว่า “เข้มแข็งเข้าไว้ เด็กคนนั้นตายไปแล้ว” อย่างไรก็ตาม แม่ไม่ยอมแพ้ บุคคลหนึ่งสงสารนางเป็นพิเศษและแนะนำนางให้ไปพบพระศากยมุนี
นางไปตามหาพระศากยมุนีทันทีและถามพระองค์ “เรียน พระศากยมุนีพุทธะที่เคารพ โปรดบอกดิฉันด้วยเถิดว่าดิฉันควรจะหายาอะไรมารักษาลูกคนนี้” พระศากยมุนีตอบ “นั่นเป็นเรื่องง่ายมาก จงไปและนำเมล็ดป๊อปปี้**(poppy) 5 หรือ 6 เมล็ดมาจากใครก็ได้ อย่างไรก็ตาม เมล็ดเหล่านี้ต้องได้มาจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายเลย”
ผู้หญิงคนนี้วิ่งไปที่หมู่บ้านไม่ไกล นางเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งและขอครอบครัวนี้ให้โปรดแบ่งเมล็ดป๊อปปี้จำนวนหนึ่งแก่เธอ คนที่อยู่ในบ้านยินดีให้ความช่วยเหลือ ต่อจากนั้น นางถาม “ในครอบ ครัวของท่านเคยมีใครตายไหม?” คนในบ้านนี้ตอบ “เอ้อ แน่นอน สมาชิกในครอบครัวที่ตายไปแล้วมีจำนวนมากกว่าบรรดาพวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่”
ผู้หญิงคนนี้ผิดหวัง ส่งคืนเมล็ดป๊อปปี้แก่ครอบครัวนี้และไปที่บ้านอื่นอีกมากมายเพื่อขอเมล็ดป๊อปปี้ อย่างไรก็ตาม นางไม่สามารถหาได้แม้แต่บ้านเดียวที่ไม่มีใครตาย เมื่อความมืดของรัตติกาล ปกคลุมรอบตัวนาง นางเข้าใจอะไรบางอย่าง นางค่อยๆกลับมาสู่พฤติกรรมสงบตามปกติ หลังจากนั้น นางอุ้มร่างที่ปราศจากชีวิตของลูกชายนางเข้าไปในป่าและค่อยๆฝังอย่างง่ายๆ แม่คนนี้กลับไปหาพระศากยมุนี
พระศากยมุนีถามนาง “เธอไม่สามารถหาเมล็ดป๊อปปี้เหล่านั้นได้ใช่ไหม?”
นางตอบ “ไม่ได้ค่ะ ดิฉันพบว่า คนตายมีมากกว่าผู้ที่ยังมีชีวิต”
พระศากยมุนีอธิบายอย่างอ่อนโยน “ลูกอันเป็นที่รักของเธอไม่ใช่คนเดียวเท่านั้นที่เผชิญสภาพนี้ ความตายคือชะตากรรมที่มวลมนุษย์ไม่สามารถหนีพ้น”
ผู้หญิงคนนี้กลายมาเป็นสาวกของพระศากยมุนีและ นางทุ่มเทความพยายามสุดความสามารถในการปฏิบัติศาสนาพุทธ และนางสามารถเอาชนะความเจ็บปวดจากการที่ต้องพลัดพรากจากคนที่รักตายจากไป
พวกเราพบกันแล้วก็จากกัน
ข้อความหนึ่งในพระสูตร “มหาปรินิพพานสุตตันต” (ยุอิเคียว-เกียว) มีใจความว่า:
“สรรพสิ่งบนโลกนี้ไม่ยั่งยืน เมื่อมีการพบกัน มีการจากกันอย่างแน่นอน”
ข้อความนี้สอนพวกเราว่าชีวิตไม่ยั่งยืน และเมื่อพวกเราพบกัน พวกเราจะพลัดพรากจากกันเสมอ
มีคำกล่าวทั่วไป “พวกเราพบกันแล้วก็จากกัน” (ตามตัวอักษร “การพบกันคือจุดเริ่มต้นของการอำลา”) มนุษย์เกิดมาคนเดียว ในชีวิตของเขา เขาพบคนมากมายและในที่สุด พลัดพรากจากคนเหล่า นั้น และในที่สุด เขาตายคนเดียว ดังนั้น ไม่มีใครสามารถหลีกหนีจากความทุกข์แห่งการต้องพลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก
คำสอนของพระนิชิเร็น ไดโชนิน
พระนิชิเร็น ไดโชนินส่งบทกวีดังต่อไปนี้ถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่สูญเสียสามีของนาง:
“ดอกไม้โรยและและร่วงลงมาจากต้นถั่วทุกอย่างกลับมาในฤดูใบไม้ผลิเพื่อออกดอกและออกผลอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไม ผู้คนจึงไม่กลับมาหลังจากพวกเขาตายไปแล้ว?”
(บทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบจิเมียว-อามะ” ชินเพ็น หน้า 1045)
นอกจากนี้ ท่านเขียนถึงแม่คนหนึ่งที่สูญเสียลูกของนางดังต่อไปนี้:
“ไม่มีข้อสงสัย เธอจะไม่ลังเลใจที่จะทำสิ่งใดๆ ไม่กังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอเอง ถ้ามันจะทำให้เธอสามารถเห็นลูกชายของเธออีกครั้งหนึ่ง น้ำตาของอาตมาไหลไม่หยุดเมื่ออาตมาจินตนาการถึงความโศกเศร้าในหัวใจของเธอ”
(บทธรรมนิพนธ์ “จดหมายถึงโคนิชิ-โบ” ชินเพ็น หน้า 962, สรุปความ)
นอกจากนี้ ท่านพูดกับนันโจ โทคิมิตสึ ที่สูญเสียน้องชาย ดังต่อไปนี้:
“พวกเราทุกคนรู้ว่าทุกคนถูกชะตากรรมกำหนดให้ตาย แน่นอน เมื่อพวกเขาเกิดมา อาตมาเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมแล้วและสอนผู้อื่นไม่ให้โศกเศร้าหรือประหลาดใจเพราะคาดไม่ถึงเมื่อเวลานั้นมาถึง อย่างไรก็ตาม โดยการรับรู้เรื่องการตายอย่างกะทันหันของน้องชายท่านและเผชิญสถาน การณ์เหล่านี้จริงๆ อาตมาถามตัวเองว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นแค่ฝันร้ายหรือไม่ อาตมายังไม่สามารถเชื่อว่าเขาจากไปแล้ว” (บทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบผู้ปกครองอูเอโนะ” ชินเพ็น หน้า 1496)
ในลักษณะนี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินแสดงความกรุณาต่อคนที่สูญเสียคนที่ตนรัก ท่านมอบคำแนะนำแก่พวกเขาด้วยความเมตตามาก ท่านบอกพวกเขา:
“จงทุ่มเทการแผ่กุศลผลบุญแก่ผู้ล่วงลับไปแล้วได้ตามหัวใจของท่านปรารถนาเพื่อผู้ตาย”
(บทธรรมนิพนธ์ “นรกและพุทธภาวะ” ชินเพ็น หน้า 338)
ดังนั้น พระนิชิเร็น ไดโชนินแนะนำผู้คนอย่างจริงใจให้แผ่กุศลผลบุญแก่ผู้ล่วงลับไปแล้วเพื่อผู้ตาย จากคำแนะนำของท่าน พวกเราสามารถเข้าใจว่า เมื่อพวกเราสูญเสียคนที่พวกเรารัก พวกเราต้องนั่งเบื้องหน้าโกฮนซนและสวดไดโมขุและแผ่กุศลผลบุญแก่ผู้ล่วงลับไปแล้วอย่างจริงใจ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อผู้ตายรวมทั้งเพื่อพวกเรา
ขอให้พวกเราสวดไดโมขุอยู่เสมอ
พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนพวกเราว่า ถ้าพวกเราเชื่อในโกฮนซนและสวดไดโมขุอย่างจริงใจ พวกเราจะสามารถเอาชนะความทุกข์ใดๆแน่นอน เมื่อพวกเราสวดไดโมขุต่อโกฮนซนอย่างจริงจัง พวกเราสามารถเผชิญความเศร้าโศกในหัวใจอย่างเป็นธรรมชาติและพัฒนามากขึ้นจากประสบการณ์นี้ หลังจากนั้น พวกเราจะเป็นบุคคลที่สามารถเห็นอกเห็นใจผู้ที่มีความรู้สึกเศร้าโศกเหมือนตน
พระสังฆราชนิชิเนียว โชนินกล่าว:
“เมื่อท่านมีความทุกข์หรือมีความสุข จงสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว การทำเช่นนั้นคือวิธีที่มีประสิทธิภาพและสำคัญเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ดังนั้น ความหมายแห่งคำพูดที่มีค่าดั่งทองคำของพระนิชิเร็น ไดโชนินคือคำสั่งสอนของท่านว่าจงสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวเสมอ เมื่อพวกเรากำลังเผชิญสถานการณ์ลำบากอย่างแท้จริง เมื่อพวกเรามีความทุกข์ เมื่อพวกเรามีความสุข และเมื่อพวกเรามีความสนุก สิ่งสำคัญสำหรับพวกเราคือสวดไดโมขุอย่างจริงใจไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด”
(ชินโค โยบุน เล่ม 4 หน้า 154)
เมื่อพวกเรามีความสุขและเมื่อพวกเราเศร้า ขอให้พวกเรานั่งเบื้องหน้าโกฮนซนเสมอและสวดไดโมขุต่อไป ดังนั้น พวกเราจะได้รับกุศลผลบุญมากมายจากโกฮนซนและมีชีวิตที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา สุขภาพดี และจิตใจร่าเริงทุกวัน
วารสารนิชิเร็น โชชูรายเดือน, มกราคม 2017 หน้า 18 - 19 และ 25

*เทียบเคียง: พระกีสาโคตมีเถรี http://www.dhammajak.net/book/soka/soka04.php
ในอดีตกาล ณ กรุงสาวัตถี มีหญิงสาวที่ยากจนคนหนึ่งชื่อกิสาโคตมี เมื่อนางได้สามี บิดามารดาและญาติสามีดูหมิ่นว่าเป็นลูกสาวของสกุลเข็ญใจ ต่อมานางคลอดบุตรชายคนหนึ่ง จึงได้รับการยกย่องจากบิดามารดาและญาติสามี แต่ลูกชายนางก็ตายเสียขณะที่วิ่งเล่นได้ นางจึงเป็นบ้าเพราะความเศร้าโศก อุ้มร่างลูกชายที่ตายแล้ว ตระเวนไปทั่วพระนคร ร้องขอยาสำหรับบุตรของตน ชายคนหนึ่งได้แนะนำให้นางไปขอยาจากพระศาสดา นางก็ไปขอ
          พระศาสดาตรัสว่า จงนำเมล็ดผักกาดหยิบมือหนึ่งมาจากเรือนที่ไม่เคยมีคนตาย
          นางดีใจมาก เข้าพระนครไปที่เรือนหลังแรก ถามว่า ถ้าในเรือนนี้ไม่เคย มีใครตาย โปรดให้เมล็ดผักกาดแก่ข้าด้วยเถิด ได้รับคำตอบว่า ใครเล่าจะสามารถนับคนที่ตายไปแล้วในเรือนหลังนี้ได้ นางไปเรือนหลังอื่นๆ จนถึงเย็นก็ไม่ได้เมล็ดผักกาด นางจึงได้สติคิดว่า เราสำคัญว่าลูกชายของเราเท่านั้นตาย ก็ในบ้านทุกหลัง คนที่ตายมากกว่าคนเป็น คิดแล้วก็สลดใจคลายความโศกลง
         จากนั้นก็ออกไปนอกเมือง ทิ้งศพลูกชายไว้ที่ป่าช้าผีดิบ แล้วกล่าวว่า ความไม่เที่ยงมิได้เกิดกับชาวชนบท ชาวพระนคร หรือสกุลใดสกุลหนึ่งเท่านั้น หากเกิดกับชาวโลกทั้งหมดรวมทั้งเทวโลกด้วย แล้วนางก็กลับไปเฝ้าพระศาสดา
          พระองค์ตรัสถามว่า เธอได้เมล็ดผักกาดหยิบมือหนึ่งแล้วหรือ นางตอบปฏิเสธ พระศาสดาจึงตรัสว่า เธอเข้าใจว่าบุตรของเราเท่านั้นตาย ความตายเป็นธรรมยั่งยืนสำหรับสัตว์ทั้งหลาย แล้วตรัสว่า มฤตยูย่อมพาชนผู้มัวเมา ในบุตรและสัตว์เลี้ยงผู้มีใจฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ไป ดุจห้วงน้ำใหญ่พัดพา ชาวบ้านผู้มัวหลับไหลไปฉะนั้น
          เมื่อจบพระดำรัส นางได้เป็นพระโสดาบัน ต่อมาก็บวชเป็นภิกษุณี เจริญ วิปัสสนาจนได้เป็นพระอรหันต์
(อรรถกถากิสาโคตมีเถรีคาถา เอกาทสกนิบาต)
**เมล็ดป๊อบปี้ (poppy seed) เป็นเมล็ดพืชน้ำมัน (oil seed) เป็นเมล็ดกลมเล็ก ขนาดใกล้เคียงกับเมล็ดงา มีทั้งชนิดสีขาว และสีดำ เมล็ดป๊อบปี้ เป็นส่วนผสมของขนมอบ (bakery) ได้แก่ ขนมปัง มัฟฟิน (muffin) แพนเค๊ก เบเกิล (bagel) พาสต้า เพื่อตกแต่ง เพิ่มเนื้อสัมผัส และเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ (http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/3023/poppy-seed)

โคนิชิ-โบ:ถูกเรียกว่าโคนิชิ-อามะหรือโคนิชิ โชนินเช่นกัน นางคือผู้ติดตามพระนิชิเร็น ไดโชนินที่อาศัยอยู่ที่อะมะสึในจังหวัดอาวะ นางเปลี่ยนมานับถือคำสอนของพระนิชิเร็น ไดโชนินโดยยะชิโร (ลูกชายของนาง) ในขณะที่พระนิชิเร็น ไดโชนินถูกเนรเทศไปเกาะซาโดะ นางส่งสิ่งของไปถวาย รวมทั้งจีวร และส่งสิ่งของไปถวายต่อเนื่องหลังจากที่ท่านปลีกตัวไปอยู่ที่ภูเขามิโนบุ นางได้รับความไว้วางใจจากพระนิชิเร็น ไดโชนินและได้รับบทธรรมนิพนธ์ “ว่าด้วยพฤติกรรมของพระพุทธะ” เมื่อยะชิโร ลูกชายของนางตาย พระนิชิเร็น ไดโชนินส่งบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายถึงโคนิชิ-โบ”ถึงนาง ด้วยการพูดว่ายะชิโรชะคุบุขุนาง และเขาจะสามารถพ้นจากหนทางชั่วเนื่องมาจากความศรัทธาเข้มแข็ง