นิทานจากบทธรรมนิพนธ์ หิมาลัยกุมาร (เซ็สเซ็น โดจิ)

นิทานจากบทธรรมนิพนธ์
หิมาลัยกุมาร (เซ็สเซ็น โดจิ)

“นิทานจากบทธรรมนิพนธ์” ในเดือนนี้ พวกเราจะพูดถึงเซ็สเซ็น โดจิ
นานมาแล้ว มีชายหนุ่มคนหนึ่งนามโดจิที่แสวงหาธรรมะในศาสนาพุทธและอาศัยอยู่ในบริเวณซึ่งเรียกว่าเซ็สเซ็น ในเทือกเขาหิมาลัยทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ดังนั้น เขาจึงถูกเรียกว่าเซ็สเซ็นโดจิ เรื่องเซ็สเซ็น โดจินี้ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดในบทธรรมนิพนธ์ “การดูหมิ่นธรรมะ 14 ประการ” ของพระนิชิเร็น ไดโชนิน (ดู ชินเพ็น หน้า 1048-1051, MW 3 หน้า 210-215)
เซ็สเซ็น โดจิจากพ่อแม่ พี่ (น้อง) ชายและพี่ (น้อง) สาวและไปอยู่ตามลำพังในส่วนลึกของภูเขาเพื่อแสวงหาความจริงเรื่องการรู้แจ้ง เขาใช้เวลาที่นั่นในการอุทิศชีวิตของเขาเองต่อการบำเพ็ญเพียรทางศาสนาพุทธในขณะที่เขาคิดในใจ “อะไรคือหนทางแท้จริงที่จะนำทุกคน ตนเอง ไปสู่ความสุขแท้จริง?”
มีเทพองค์หนึ่ง นามพระอินทร์ (ไทชกุ) บนสวรรค์เบื้องบนที่เฝ้ามองเซ็สเซ็น โดจิและตัดสินใจทดสอบเขาเพื่อดูให้แน่ใจว่าเขามีความรู้สึกจริงใจหรือไม่ พระอินทร์แปลงกายเป็นปีศาจที่ดูน่ากลัว พระองค์ลงจากสวรรค์และหยุดนิ่งบนพื้นดินใกล้เซ็สเซ็น โดจิ เซ็สเซ็น โดจิอยู่ในสมาธิระดับลึก เขาไม่ได้สังเกตเห็นปีศาจตนนี้ จู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงตะโกนออกมา “สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยน แปลง ไม่มีอะไรแน่นอน นี่คือธรรมะแห่งการเกิดและความตาย” ซึ่งไม่ทราบว่ามาจากที่ใด เซ็สเซ็น โดจิคิดในใจว่าคำเหล่านี้คือสิ่งที่เขาแสวงหามาตลอด คำเหล่านี้เป็นโคลงบางส่วนเท่านั้น เซ็สเซ็น โดจิรู้ว่าต้องมีอีกวลีหนึ่งตามมาเพื่อทำให้แนวความคิดนี้สมบูรณ์ เขาค้นหาไปทั่วเพื่อดูว่าเสียงนี้มาจากที่ใด และตรงหน้าเขาก็ปรากฏใบหน้าน่าขยะแขยงขนาดใหญ่ของปีศาจที่น่ากลัวอย่างกะทันหัน ใบหน้านี้ทำให้เซ็สเซ็น โดจิสะดุ้งตกใจ แต่ความอยากได้ยินครึ่งหลังของโคลงบทนี้ เขาจึงข่มความหวาดกลัว
เซ็สเซ็น โดจิถามปีศาจ “เป็นท่านที่เทศนาโคลงบทนั้น เมื่อกี้นี้ใช่ไหม?” ปีศาจพูด “ข้าหิวมาก ข้าหิวจนจะล้มหมดสติอยู่แล้ว ข้าอาจจะเคยพูดบางสิ่งออกไป แต่ข้าจำไม่ค่อยได้ ” เซ็สเซ็น โดจิขอร้องปีศาจ “ข้าจะเตรียมอาหารให้ท่าน ถ้าท่านจะสอนโคลงส่วนที่เหลือแก่ข้า”
ปีศาจตอบด้วยเสียงน่ากลัว “ข้ากินเนื้อและเลือดมนุษย์ที่อุ่นเท่านั้น คนส่วนใหญ่ได้รับการคุ้มครองจากเทพ ข้าจึงแทบจะไม่มีโอกาสกินใคร ข้าหิวอยู่ตลอดเวลา ท่านคิดว่าท่านสามารถเตรียมอาหารให้ข้าได้หรือ ?”
ตาของเซ็สเซ็น โดจิมีวาวด้วยความปิติที่ในที่สุดก็ได้พบคำสอนซึ่งเขาค้นหามาตลอดชีวิต และก็ตอบปีศาจว่า “ใช่ ข้าทำได้ ข้าจะมอบกายของข้าเองให้ท่านรับประทาน เนื้อของข้านุ่มและเลือดของข้าอุ่น วันหนึ่ง ข้าก็จะต้องตาย การมีโอกาสได้ยินคำสอนที่น่าเคารพเช่นนั้นในขณะที่ข้ายังมีชีวิตอยู่จะมีคุณค่าแก่การตายเพื่อคำสอนเช่นนั้นอย่างแน่นอน โปรดสอนโคลงที่เหลือแก่ข้าเถิด”
ขณะที่เซ็สเซ็น โดจิกล่าวเช่นนี้กับปีศาจ เขาถอดเสื้อขนสัตว์ซึ่งเขาสวมอยู่และปูที่พื้นเพื่อให้ปีศาจนั่ง
หลังจากนั้น เซ็สเซ็น โดจิก้าวถอยหลัง ก้มศีรษะจดพื้น พนมมือแสดงความเคารพและรอปีศาจเทศนาธรรมะหลังจากนั้นไม่นาน ปีศาจประกาศด้วยเสียงดัง “การดับวัฎจักรของการเกิดและความตาย คนๆนั้นเข้าสู่ความปิติของนิพพาน”
น้ำตาแห่งความปิติไหลเป็นทางที่ใบหน้าของเซ็สเซ็น โดจิ ในขณะที่เขาท่อง ครั้งแล้วครั้งเล่า โคลง 2 บทรวมกัน “สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรคงที่ นี่คือธรรมะแห่งการเกิดและความตาย การดับวัฎจักรของการเกิดและความตาย คนๆนั้นเข้าสู่ความปิติของนิพพาน” ซึ่งปีศาจสอนเขา
ความหมายของครึ่งแรกของโคลงบทนี้คือไม่มีอะไรบนโลกนี้จะคงสภาพเดิม ทุกสิ่งเกิด ตายและอยู่ในสภาพเปลี่ยนแปลงเสมอ นี่คือความหมายของธรรมะแห่งการเกิดและความตาย นี่คือธรรมะแท้จริงและถูกต้องที่สอนเกี่ยวกับความหลงผิดของสิ่งมีชีวิตก่อนการปรากฏสัทธรรมปุณฑริกสูตร ครึ่งหลังของโคลง “การดับวัฎจักรของการเกิดและความตาย คนๆนั้นเข้าสู่ความปิติของนิพพาน” สอนความจริงเกี่ยวกับการรู้แจ้งของพระพุทธะ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภายในการเกิดและความตายที่มองเห็นได้ของบุคคลหนึ่งมีชีวิตตลอดกาลซ่อนอยู่ ความรู้แจ้งเรื่องชีวิตนี้คือความหมายของโคลงส่วนนี้ที่อ่าน “คนๆนั้นเข้าสู่ความปิติของนิพพาน” นี่คือความสุขแท้จริงและการรู้แจ้ง
เซ็สเซ็น โดจิเปี่ยมไปด้วยความปลื้มปิติต่อความรู้ซึ่งเขาได้รับและเขียนโคลงทั้งหมดบนต้นไม้และก้อนหินรอบตัวเขาเพื่อที่ผู้อื่นที่เกิดทีหลังเขาจะมีโอกาสเรียนคำสอนนี้และมีความสุขเช่นกัน หลังจากนั้นพักหนึ่ง ในที่สุด ปีศาจพูด “อ้อ ข้าต้องรออีกนานเท่าไร? ข้าคิดว่าข้ามีเวลาให้เจ้ามากพอ แล้วนะ”
เซ็สเซ็น โดจิตอบ “ใช่ ท่านพูดถูก ข้าได้เวลาเยอะแล้ว ข้าไม่มีอะไรต้องทำอีกแล้ว ข้าไม่รู้สึกเสียใจ” พร้อมกันนั้น เซ็สเซ็น โดจิปีนขึ้นยอดไม้ต้นสูงที่สุดและมองหากิ่งที่แข็งแรงดีเพื่อที่เขาจะนั่งได้ เขามองไปรอบๆป่าและยิ้มด้วยความพอใจที่เขาได้รับคำสอนมหัศจรรย์ เขาเล็งไปที่ปีศาจกำลังยืนและถลาลงกลางอากาศ ชั่วพริบตาเดียว ปีศาจกลายร่างเป็นพระอินทร์ จับเซ็สเซ็น โดจิอยู่ในกำมือและพูด “ข้าต้องการทดสอบความจริงใจแห่งจิตใจใฝ่แสวงหาวิถีทางของท่าน ข้ายืมคำพูดของพระพุทธะมาใช้ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์แท้จริง ข้าขอให้ท่านทำหน้าที่นำทุกคนไปสู่ความสุข” ต่อมา เซ็สเซ็น โดจิไปเกิดใหม่และเป็นพระศากยมุนี ที่พากเพียรตลอดพระชนม์ชีพเพื่อช่วยทุกคน
ขอให้พวกเรามองย้อนกลับไปที่เรื่องนี้และพิจารณาสิ่งที่พวกเราเพิ่งจะอ่าน ประเด็นหนึ่งคือจิตใจของการเรียนรู้มีความสำคัญที่สุด ความปรารถนาแรงกล้าเพื่อเรียนรู้วิถีทางของศาสนาพุทธคือศึกษาด้วยความสำนึกในบุญคุณ ด้วยความรู้สึกที่คนๆหนึ่งต้องการได้รับการสอนความจริงถึงแม้ว่าบุคคลที่สอนพวกเราอาจจะเป็นปีศาจน่าเกลียด สิ่งสำคัญคือคนๆหนึ่งมีความรู้สึกอยากจะเรียนรู้ทุกสิ่งซึ่งคนๆนั้นสามารถทำได้ โปรดพยายามสุดความสามารถของท่านในการเรียนรู้ให้มากเท่าที่เป็นไปได้โดยการฟังเจ้าอาวาสหรือพระสงฆ์รูปอื่นในวัดของท่าน,พ่อแม่ อาจารย์หรือศาสตราจารย์ในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย และเพื่อนอย่างตั้งใจ คำกล่าวของชาวญี่ปุ่นโบราณกล่าว “มันน่าเขินอายชั่วขณะ หนึ่งเท่านั้นเมื่อบางคนต้องถาม ฟังและเรียนบางสิ่ง แต่ความละอายที่ไม่มีความรู้จะคงอยู่ชั่วชีวิต”
ประเด็นที่ 2 ที่อธิบายในเรื่องนี้คือเซ็สเซ็น โดจิมอบชีวิตแก่ปีศาจ ความปรารถนาแรงกล้าเพื่อเข้าใจและบรรลุวิถีทางของศาสนาพุทธ คนๆหนึ่งไม่อาจมีหัวใจเกียจคร้านหรือไม่เต็มใจ ในบทจูเรียว(บทที่ 16)ของสัทธรรมปุณฑริกสูตรมีวลี “อิดชิน ยกเค็น บุตสึ, ฟูจิ ชกุ ชินเมียว” ซึ่งแปลว่า “หนึ่งใจอยากพบพระพุทธะ โดยไม่เสียดายชีวิตตน [ต่อความศรัทธาและการปฏิบัติศาสนาพุทธ]” ข้อความนี้หมายความว่าปรารถนาอย่างจริงจังเพื่อแสวงหาธรรมะในศาสนาพุทธโดยไม่เสียดายใจและกาย หรือการปฏิบัติความศรัทธาที่ไม่โหยหาแต่วัตถุ การทุ่มเทความพยายามเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอก่อให้เกิดโชคลาภที่ดีและดังนั้น ความสุขภายในชีวิตของพวกเรา
ประเด็นที่ 3 ซึ่งอธิบายในเรื่องนี้คือเกี่ยวกับเซ็สเซ็น โดจิสลักข้อความซึ่งเขาเรียนมาจากพระสูตรบนต้นไม้และก้อนหินรอบตัวเขา เซ็สเซ็น โดจิตัวเขาเองบรรลุพุทธภาวะคนเดียวยังไม่พอ สิ่งสำคัญคือต้องเผยแผ่ธรรมะในศาสนาพุทธแก่ผู้อื่น รากฐานของศาสนาพุทธของพระนิชิเร็น ไดโชนิน คือทำชะคุบุขุและบรรลุการโคเซ็น-รูฝุเพื่อช่วยมวลมนุษย์ ขอให้ทุกคนพยายามสุดความสามารถค่อยๆซึมซาบจิตใจแห่งความศรัทธานี้เข้าไปในชีวิตของพวกเราเองขณะที่พวกเราสวดมนต์ทำวาระเช้าและเย็นในแต่ละวัน และสอนและให้กำลังใจทุกคนรอบตัวพวกเราที่ยังไม่ได้นับถือศาสนาพุทธนี้ให้มีความศรัทธาศาสนาพุทธแท้ของพระนิชิเร็น ไดโชนิน
วารสารนิชิเร็น โชชูรายเดือน (1995)