หัวข้อสำหรับวัยรุ่น “หอรัตนสถูป”

หัวข้อสำหรับวัยรุ่น

“หอรัตนสถูป”

วารสารเมียวเคียว กรกฎาคม 2012 หน้า 54-56

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม หอสูงโตเกียว สกายทรี (Tokyo Skytree) และบริษัททางการพาณิชย์ซึ่งอยู่รายล้อมหอนี้ได้เปิดดำเนินธุรกิจ และผู้คนจำนวนมากไปชมหอนี้ทุกวัน

หน้าที่หลักของหอสูงสกายทรีคือเป็นหอกระจายเสียงทางวิทยุ/โทรทัศน์ อย่างไรก็ตาม โทรทัศน์และบริษัทสื่อมวลชนต่างๆล้วนให้ความสนใจต่อการรายงานข่าวของพวกเขา และดังนั้นมันจึงเป็นจุดทัศนาจรแห่งใหม่สำหรับบริเวณมหานครโตเกียว ตอนนี้ บริษัทที่ดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวกำลังเสนอแผนการเดินทางท่องเที่ยวหลายรายการ

หอสกายทรีมีความสูง 2,080 ฟุต ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 813 ล้านดอลลาร์น้ำหนักของวัตถุดิบทั้งหมดซึ่งนำมาใช้ในการก่อสร้างประมาณ 40,000 ตัน นี่คือหอสูงที่ถูกสร้างโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าประหลาดใจ (หรือบางทีทุกสิ่งไม่น่าประหลาดใจ) คือข้อเท็จจริงที่ว่าเทคโนโลยีตั้งแต่สมัยโบราณที่ยังใช้อยู่ถึงทุกวันนี้ถูกนำมาใช้ในการก่อสร้างหอสูงนี้ด้วย

เมื่อพวกเราคิดถึงหอสูงโบราณในประเทศญี่ปุ่น น่าจะเป็นไปได้ที่สุดพวกเราจะนึกภาพเจดีย์ 5 ชั้นที่เก่าแก่อยู่ในใจของพวกเรา เจดีย์เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นที่ยังคงอยู่คือเจดีย์ 5 ชั้น ณ วัดโฮริวจิ ซึ่งตั้งอยู่ที่อิคะรุกะ-โช จังหวัดนารา ดูเหมือนว่า เจดีย์องค์นี้ถูกสร้างขึ้น 1,300 กว่าปีมาแล้ว เจดีย์องค์นี้ไม่เคยเสียหาย แม้แต่จากแผ่นดินไหว

ณ วัดใหญ่ไทเซคิจิมีเจดีย์ 5 ชั้นด้วย

เจดีย์ 5 ชั้น ณ วัดไทเซคิจินี้รู้จักกันทั่วไปอีกอย่างหนึ่งว่า-หอรัตนสถูป 5 ชั้น พระนิชิคัน โชนิน พระสังฆราชองค์ที่ 26 เป็นผู้วางแผนสร้างเจดีย์องค์นี้ และหลังจากนั้น เจดีย์องค์นี้สร้างเสร็จในสมัยของพระสังฆราชองค์ที่ 31 พระนิชิอิน โชนิน ค่าใช้จ่ายประมาณ 4,000 เรียว (ทองคำแผ่น) โดยสร้างเสร็จในวันที่ 12 มิถุนายน ปีที่ 2 แห่งสมัยคันเอ็น (ค.ศ. 1749)

เมื่อการก่อสร้างหอรัตนสถูป 5 ชั้นเสร็จ มีพิธีฉลองใหญ่เป็นเวลา 3 วัน มีผู้นับถือมากมายที่เดินทางมาโทซัง ณ เวลานั้น และในวาระนั้น มีบันทึกเกี่ยวกับกิจกรรมมากมายในบริเวณวัดใหญ่

ในเดือนพฤศจิกายน ปีที่ 1 แห่งสมัยอันเซอิ (ค.ศ.1854) 100 กว่าปีหลังจากนั้น เจดีย์ 5 ชั้น ณ วัดไทเซคิจิสามารถแสดงความสามารถทนทานแผ่นดินไหว เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่โทไคในสมัยอันเซอิ ที่มีเอกสารประกอบครบถ้วน และอาคารทั้งหมดในบริเวณวัดไทเซคิจิเกิดความเสียหายมาก ถึงแม้ว่าเจดีย์ 5 ชั้น สูง 111 ฟุต ซึ่งอาจจะดูไม่มั่นคง แต่เจดีย์นี้ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ถึงทุกวันนี้ มันยังคงความงดงามสง่า

น่าจะเป็นไปได้ที่สุด เหตุผลด้านโครงสร้างสำหรับความมั่นคงคือโครงสร้างสมดุลของน้ำหนักที่ใช้ถ่วงดุลของชายคา โครงสร้างสำเร็จรูปของฝาครอบยอด และหน้าที่ของเสาหลักภายในตรงกลาง

ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ หน้าที่ของเสาหลักภายในตรงกลางถูกกล่าวถึงว่าเป็นเสาหลักใหญ่ที่ถูกใช้เป็นศูนย์กลางของเจดีย์ 5 ชั้น ดูเหมือนว่าช่วงแผ่นดินไหวเสาหลักตรงกลางนี้ทำหน้าที่ควบคุมการสั่นสะเทือนบนโครงสร้างและแยกฐานให้เป็นอิสระเพื่อรับแรงแผ่นดินไหว

เช่นกัน หอสูงสกายทรีใช้เทคโนโลยีของเสาหลักตรงกลางแบบเดียวกับเจดีย์ 5 ชั้น คอนกรีตเสริมเหล็กรูปทรงกระบอก (เสาหลักตรงกลาง) นั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 26 ฟุตและความสูง 1,230 ฟุตผ่านศูนย์กลางของหอสูง จากฐานของหอสูงสกายทรีถึงหลังคาของชั้นชมวิวชั้นแรก ในกรณีแผ่นดินไหว ส่วนนี้เท่านั้นส่ายไปมาอย่างอิสระจากโครงเหล็กกล้าที่อยู่รายรอบ ดังนั้น การเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระต่อกันจาก 2 ส่วนนี้ทำให้เกิดสมดุล และทำหน้าที่ลดการส่ายไปมาของทั้งหอสูงให้น้อยที่สุด

เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อควบคุมการสั่นสะเทือนและเพื่อแยกฐานให้เป็นอิสระเพื่อรับแรงแผ่นดินไหว ที่มีอยู่ในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ 1,000 กว่าปีมาแล้ว มันถูกใช้ในการก่อสร้างหอกระจายเสียงทางวิทยุ/โทรทัศน์สมัยใหม่ด้วย พวกเราต้องเห็นความฉลาดและปัญญาบรรพบุรุษของพวกเราและให้ความยกย่องอย่างมาก

บัดนี้ อาตมาจะอธิบายความหมายของเจดีย์ 5 ชั้น ณ วัดไทเซคิจิ อาคารทั้งหมดในวัดไทเซคิจิถูกสร้างโดยหันหน้าไปทางทิศใต้ ในอาคารวิหารที่ซึ่งประดิษฐานโกฮนซนตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของหอประชุมหลักเพื่อที่โกฮนซนจะหันหน้าไปทางทิศใต้เสมอ ข้อยกเว้นของเรื่องนี้คือเจดีย์ 5 ชั้น ซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก

พระนิชิเร็น ไดโชนินเขียนในบทธรรมนิพนธ์ “ว่าด้วยคำทัดทานฮะชิมันโพธิสัตว์” ดังต่อไปนี้:

“ดวงจันทร์โคจรจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ศาสนาพุทธของประเทศอินเดียเผยแผ่ไปทางทิศตะวันออก ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และมันเป็นลางดีที่ศาสนาพุทธของประเทศญี่ปุ่นจะกลับสู่ประเทศอินเดีย แสงจันทร์ไม่สว่าง พระศากยมุนีพุทธะอธิบายคำสอนแท้จริงเป็นเวลา 8 ปี ดวงอาทิตย์สว่าง
และให้ความสว่างไสวแก่ดวงจันทร์ และเช่นนี้เป็นสัญญาณบอกว่าคำสอนศาสนาพุทธ[ของพระนิชิเร็นไดโชนิน]ในประเทศญี่ปุ่นจะส่องสว่างความมืดระยะเวลานานของสมัย 500 ปีที่ 5” (ชินเพ็น หน้า 1543)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาสนาพุทธของประเทศอินเดีย คำสอนของพระศากยมุนี ถูกเผยแผ่จากทิศตะวันตกสู่ทิศตะวันออก ในทางตรงข้าม ศาสนาพุทธของประเทศญี่ปุ่น คำสอนของพระนิชิเร็น ไดโชนิน ซึ่งส่องสว่างความมืดระยะเวลานานของสมัยปัจฉิมธรรมที่ชั่วร้าย กลับจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก (จากประเทศญี่ปุ่นสู่ประเทศจีน อินเดีย และทั้งโลก)

นี่เป็นสัญลักษณ์ของข้อเท็จจริงที่ว่าดวงอาทิตย์สว่างกว่าดวงจันทร์ นี่คือสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของเจดีย์ 5 ชั้น ซึ่งคือสิ่งก่อสร้างเดียวในบริเวณวัดไทเซคิจิ ซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพื่อแสดงถึงคำอธิษฐานที่จริงใจของพวกเราเพื่อบรรลุการโคเซ็น-รุฝุทั่วโลก

ในประเทศอินเดีย ประเทศซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกที่ซึ่งศาสนาพุทธของพระนิชิเร็นไดโชนินจะกลับไป หอสูงถูกเรียกว่าสถูป (stupa) นี่คืออาคารพิเศษเพื่อประดิษฐานพระธาตุของพระศากยมุนี

ถ้าจะพูดอย่างชัดเจน มันถูกเรียกว่าโซโทบะ เมื่อพวกเราวิเคราะห์อักษร “โท塔”ซึ่งหมายถึง “หอสูง” โทตัวนี้ประกอบด้วยอักษรที่หมายถึง “ดินหรือพื้นดิน土” และรากศัพท์ของคำว่าหญ้า (艹) และอักษรซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งภาชนะที่มีฝาปิด ดังนั้น อักษรสำหรับคำ “หอสูง” จึงบรรยายถึงภาชนะบรรจุพระธาตุของพระศากยมุนีที่มีฝาปิดถูกฝังอยู่ในพื้นดินที่ซึ่งหญ้าจะเจริญเติบโตในที่สุด

จากที่มานี้ คำ “หอสูง tower”(โท) “หอสูงของพระพุทธะ”(บุตโท) และ “สถูป”(โซโทบะ) ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของตัวตนและรูปกายของพระพุทธะ

นอกจากนี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินเขียน:

“อาตมาจะจารึกหอรัตนสถูป” (ชินเพ็น หน้า 793)

ณ ที่นี้ ท่านหมายถึงโกฮนซนที่เป็นหอรัตนสถูป เช่นกัน ท่านกล่าว:

“ในสมัยปัจฉิมธรรมไม่มีหอรัตนสถูปอื่นนอกจากผู้ชายและผู้หญิงที่นับถือสัทธรรมปุณฑริกสูตร” (ชินเพ็น หน้า 792)

พระนิชิเร็น ไดโชนินอธิบายว่าตัวตนแท้ของผู้ที่สวดนัม-เมียวโฮ- เร็งเง-เคียวคือ หอรัตนสถูปแห่งธรรมมหัศจรรย์

ตัวตนแท้ของท่าน ขณะที่ท่านดำเนินชีวิต บนพื้นฐานความศรัทธา เป็นหอรัตนสถูปแท้จริง และสำคัญกว่าและมีค่ามากกว่าหอสกายทรีขนาดใหญ่ที่ตระหง่านสู่ท้องฟ้า

ป้ายโทบะ เพื่ออุทิศกุศลผลบุญแก่ผู้ล่วงลับ เป็นหอรัตนสถูปเช่นกัน เมื่อป้ายโทบะ ซึ่งจารึกไดโมขุ ถูกสร้าง ไม่เพียงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ แต่บุคคลที่ขอให้สร้างจะสะสมกุศลผลบุญมากมาย ดังนั้น ในป้ายโทบะเหล่านี้มีความหมายสำคัญของหอรัตนสถูป

วารสารนิชิเร็น โชชูรายเดือน ตุลาคม 2012 หน้า 19 - 20 และ 26