ประสบการณ์คุณสราวุฒิ วุฒิเดช

สวัสดีครับ ผมสราวุฒิ วุฒิเดช เป็นสมาชิกเขตเชียงใหม่ ขอเล่าประสบการณ์ที่ได้รับจาการนับถือสวดมนต์นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ดังนี้
ในปี2558 ผมได้รู้จักนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวเป็นครั้งแรก จากที่ผมมีอาชีพขับรถสองแถวรับจ้าง ที่ขนส่งอาเขต จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีโอกาสได้รับผู้โดยสารที่มาจากกรุงเทพฯ เป็นคณะสมาชิกของคุณมาลี วันนั้นคุณมาลีมานั่งหน้ารถกับผม และได้พูดคุยสอบถามผมว่า ผมรู้จักนัมเมียวโฮเร็งเงเคียวหรือไม่ ผมก็ตอบไปว่า ไม่รู้จัก  คุณมาลีก็ได้ยื่นกระดาษที่มีข้อความ นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวให้กับผม ต่อจากนั้นทุกเดือน ผมก็ไปรับ-ส่งคณะสมาชิกของคุณมาลีที่อาเขตเวลาประมาณ 7 โมงเช้า ประมาณวันที่ 15 ของเดือนเป็นประจำ เพื่อไปส่งที่ตามบ้านที่ไปเยี่ยมสมาชิกและที่บ้านท่ารั้ว ซึ่งใช้เป็นที่ประชุม  และต่อมาคุณมาลีก็ได้ชักชวนผมไปร่วมประชุมสวดมนต์ที่บ้านท่ารั้ว ช่วงแรกๆ ผมก็บ่ายเบี่ยง เพราะเป็นห่วงเรื่องรับจ้างขับรถ  และภรรยาผมก็ไม่ค่อยสนับสนุนเท่าที่ควร แต่ผมก็ยังคงรับหน้าที่ไปรับ-ส่งคณะสมาชิกของคุณมาลีอยู่อย่างต่อเนื่อง
หลังจากรับ-ส่งคณะสมาชิกของคุณมาลีได้ประมาณ 1 เดือน ซึ่งในแต่ละครั้งที่เดินทางไปเยี่ยมมสมาชิกสวดมนต์ตามบ้านไม่ว่าจะเป็น แถวบ้านธิ จังหวัดลำพูน และที่สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และประชุมที่บ้านท่ารั้ว คุณมาลีก็ได้แนะนำหลักธรรมต่างๆ ให้ฟังตลอดการเดินทาง ผมก็ฟังและนำไปคิดพิจารณาถึงแนะนำต่างๆ ก็ประมาณ 1 เดือนเต็มๆ  มีช่วงหนึ่งไม่ค่อยมีผู้โดยสารรับจ้างสักเท่าไร แฟนผมก็เลยบอกให้ผมลองสวดนต์ดูสิว่าเผื่อจะดีขึ้น ผมก็คิดว่าน่าจะมีอะไรมหัศจรรย์ขนาดนั้น แต่อย่างไรก็ตามผมลองสวดมนต์ โดยนั่งสวดอยู่ที่ท่ารถ แบบออกเสียงดัง ก็แบบว่าลองท่องดู ในระหว่างที่ทดสอบลองดู ก็มีคนโทรติดต่อมาให้รับ-ส่งไปท่องเที่ยวเยอะมากขึ้นจนต้องแบ่งงานให้ภรรยาไปรับ-ส่งนักท่องเที่ยว ช่วงนั้นก็รับงานเยอะ ผมเลยบอกภรรยาของผมว่าเห็นไหมนี่เพราะสวดมนต์ ก็พยายามพูดให้ภรรยาผมเห็นถึงกุศลผลบุญของการสวดนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว ผมพยายามชะคุบุขุภรรยาของผม  หลังจากนั้น ภรรยาของผมก็เริ่มที่จะคุยง่ายขึ้น ผมก็เริ่มชักชวนให้ภรรยาผมสวดมนต์ดู  ต่อจากนั้นประมาณ 1 ปีผ่านไป
ประมาณกลางเดือนเมษายน 2559 ผมก็บอกภรรยาว่าจะให้สมาชิกมาสวดมนต์เพื่อตั้งสถานที่สวดมนต์ที่บ้าน ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนด้วยดี    
หลังจากนั้นก็ได้รับข่าวเกี่ยวกับเรื่องการเรียนของลูกชายของผม ว่ามีปัญหาในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเค้าติด F ไม่ผ่านหนึ่งวิชาจะต้องสอบแก้ไขให้ได้ แต่โรงเรียนไม่มีนโยบายเปิดเรียนภาคฤดูร้อน  ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร และ ช่วงนั้นเป็นช่วงกำลังเปิด   AEC  ลูกชายผมก็สามารถสอบติดมหาวิทยาลัยได้แล้ว แต่โรงเรียนเดิมไม่สามารถออกใบจบการศึกษาให้ได้ เพราะว่าติด F หนึ่งวิชา  ผมก็ได้พยายามติดต่อคุณครูฝ่ายลงทะเบียน และติดต่อธุรการมหาวิทยาลัย เพื่อจะขอเปิดให้สอบแก้ไข แต่ได้รับแจ้งว่าจะเปิดให้นักเรียนคนเดียว ไม่สามารถทำได้ ความหวังของพ่อแม่แทบสลาย ทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล  พยายามติดต่อกับครูฝ่ายปกครอง ฝ่ายลงทะเบียน  อาจารย์ประจำวิชาก็บอกไม่ได้ เพราะว่าผู้อำนวยการเดิมนั้นหมดวาระไปแล้ว และได้เปิดระเบียบการศึกษาดูแต่ละมาตราก็บอกว่าไม่ได้ และทุกคนก็กลัวผู้อำนวยการโรงเรียนคนใหม่ ความหวังที่เหลือก็อยู่ที่เราต้องสวดมนต์เท่านั้น เพื่อให้เกิดความมหัศจรรย์เกิดขึ้น จะเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งตอนนั้นดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นไปได้  ก็เลยขอให้ลูกชาย ภรรยา และแม่ภรรยา ร่วมกันสวดมนต์เพื่อขอให้ลูกชายสามารถเข้าที่มหาวิทยาลัยได้ ก็ตั้งใจสวดมนต์กัน และได้บอกลูกชายว่าถ้าสมมุติว่าถ้าเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วก็ต้องมาสวดมนต์เพื่อขอบคุณโงะฮนซน   ต่อมาก็มีคนเอาเบอร์โทรศัพท์ของผู้อำนวยการคนใหม่มาให้ ซึ่งผมก็ลองติดต่อไปคุยดูและแจ้งท่านผู้อำนวยการไปว่า ผมดำเนินเรื่องที่ฝ่ายทะเบียน หรือ ฝ่ายธุระการ แล้วก็ได้รับแจ้งว่าทำไม่ได้ มันผิดกฏระเบียบไม่สามารถทำได้ คุณจะทำผิดกฏระเบียบได้อย่างไร โดยที่ไม่รับเรื่องร้องเรียนใด ๆ ทั้งสิ้น  หลังจากนั้นผู้อำนวยการก็ได้แจ้งให้ผมนำเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไปส่งไว้ที่ฝ่ายทะเบียน ซึ่งท่านก็บอกว่าจะดูว่าเรื่องนี้จะมาถึงมือผมหรือไม่  ต่อมาผมก็กลับไปที่ห้องลงทะเบียนอีกครั้งหนึ่ง ก็พบกับอาจารย์คนเดิม หัวหน้าฝ่ายทะเบียนบอกว่า คุณกลับเข้ามาอีกทำไม หนังสือร้องเรียนนี้มันไม่ถูกระเบียบทำไม่ได้ แต่ผมก็ได้บอกอาจารย์ท่านนั้นไปว่าผมโทรติดต่อท่านผู้อำนวยการใหม่แล้ว ท่านแจ้งให้กลับมายื่นเรื่องที่นี่  เค้าก็ถามผมว่าโทรเมื่อไร ผมก็แจ้งว่าเมื่อ 10 นาทีที่ผ่านมา  งั้นคุณก็เขียนหนังสือร้องเรียนทิ้งไว้ที่นี่แหละ ส่งไว้ในตระกร้ารับเรื่องร้องเรียน โดยในหนังสือนั้นจะต้องมีอาจารย์ประจำวิชา อาจารย์ประจำสาขา หัวหน้าฝ่ายทะเบียน เซ็นรับเรื่อง  เพราะฉะนั้นหนังสือร้องเรียนนั้นไม่มีใครเซ็นสักคน ผมก็ได้โทรหาผู้อำนวยการใหม่อีกครั้ง ก็ได้รับแจ้งว่า ไม่จำเป็นต้องมีใครเซ็นทั้งสิ้น คุณส่งหนังสือร้องเรียนวางไว้ที่นั่น ให้คุณกลับบ้านได้ ผมจะดูว่าหนังสือร้องเรียนนั้นจะมาถึงผมหรือไม่  ตอนนั้นผมก็รู้สึกว่าความมหัศจรรย์เริ่มเกิดขึ้นกับผมแล้ว แต่ผมก็ไม่มั่นใจว่าจะเป็นไปได้ไหม ผมก็กลับมาสวดมนต์ทุกวัน ได้ประมาณ 5 วัน ความหวังเริ่มหมด ไม่มีโทรศัพท์กลับมา เงียบมาก ก็เลยคุยกับลูกชายว่าเราหมดหวัง แต่ว่าก็ยังรอความหวังอยู่แม้ว่าจะมีอยู่นิดเดียวก็ตาม สวดมนต์ทุกวัน 7 วัน เช้าเย็น และเพิ่มเวลาสวดมนต์นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวได้เพียงอย่างเดียว เพราะผมยังทำวาระไม่ได้ เพราะว่ายาก หลังจากนั้นได้ 7 วันมีโทรศัพท์จากทางโรงเรียนเดิมที่มีปัญหาติดต่อมา ช่วงนั้นเป็นช่วงเปิดภาคเรียนปกติพอดี ซึ่งตอนแรกทางฝ่ายทะเบียนก็บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะเปิดภาคฤดูร้อนไปพร้อมกับภาคปกติมันเป็นไปไม่ได้  โทรศัพท์ดังกล่าวได้แจ้งว่าให้รีบมาชำระค่าลงทะเบียนภาคฤดูร้อน และเริ่มเรียนภาคฤดูร้อนไปพร้อมๆกับภาคปกติได้เลย โอโห้ มันมหัศจรรย์แบบที่ว่าผมแทบช๊อค มันเป็นไปได้อย่างไร เปิดเพื่อคนๆ เดียว หลังจากนั้น ลูกชายผมก็เรียนตามนั้น  ซึ่งภาคฤดูร้อนจะต้องเรียนประมาณ  1 เดือน แต่ภาคปกติต้องเรียน 1 ภาคการศึกษา ซึ่งก็ได้เรียนเพียงแค่ 3 อาทิตย์กว่าก็จบการเรียนแล้ว ซึ่งเรียนยังไม่ไปถึงไหนเลย ทางอาจารย์ให้ทำรายงานเพื่อจบการศึกษา แล้วผลการเรียนก็ออกมาว่า สอบผ่าน ซึ่งได้เกรดปกติ ที่ลงได้ลงทะเบียนมหาวิทยาลัยไว้ ได้เปิดเรียนแล้ว แต่ยังไม่เอาใบรับรองการศึกษาจากโรงเรียน พอเรียน ไปได้สักพักทางมหาวิทยาลัยก็เรียกเอาใบรับรองการศึกษา ก็ได้แจ้งให้โรงเรียนเดิมพอขอใบรับรอง ซึ่งก็ทำเพียงแค่วันเดียวก็เสร็จ และส่งให้ทางมหาวิทยาลัยได้ทันเวลา    
นี่คือความมหัศจรรย์ที่ผมได้เจอกับตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่เจอกับตัวเอง และมีเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในยามคับขันที่ทำให้ผมรู้สึกหมดหวัง ผมก็ขออธิษฐาน บางครั้งมันก็เหมือนมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น แต่ผมก็ไม่ได้อธิษฐานเพื่อเพิ่มพัฒนาภูมิเปรตให้มากขึ้นกับตัวเองนั้น ผมคงไม่ได้ทำแบบนั้น และผมก็พยายามฟังธรรมะ โดยเฉพาะนั่งกับคุณมาลีทุกครั้งที่เดินทางมา ทำให้ผมเข้าใจในหลักธรรมมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปใข้ในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ผมก็ขอขอบคุณมากครับ