ความเจ็บป่วยและความศรัทธา

วัดไทเซคิจิ
คำบรรยายโอโกะ - เมษายน 2017

ความเจ็บป่วยและความศรัทธา

ศาสนาพุทธอธิบายว่าความทุกข์ทรมานของมนุษย์ประกอบด้วยความทุกข์ 4 ชนิดแห่งการเกิดการแก่ ความเจ็บป่วยและความตาย พวกเราทุกคนอยากจะมีสุขภาพดีตลอดไปและไม่มีวันอยากจะประสบความทุกข์แห่งความเจ็บป่วย อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาตั้งแต่พวกเราเกิดมาบนโลกนี้ถึงเวลาซึ่งพวกเราต้องประสบความตาย พวกเราทุกคนจะเผชิญความทุกข์แห่งความเจ็บป่วยในที่สุด ถึงแม้ว่าพวกเราหยิ่งทะนงในตัวเองเพราะการมีสุขภาพดีอย่างยิ่ง
พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “การรักษาความเจ็บป่วยด้วยคำสอนต่างกัน อาทิหินยาน มหายาน ก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตร และสัทธรรมปุณฑริกสูตร” ดังต่อไปนี้:
“นั่นคือ ความเจ็บป่วยที่ทรมานมนุษย์มี 2 ประเภท ประเภทแรกคือความเจ็บป่วยทางกาย ซึ่งประกอบด้วย 101 ความเจ็บป่วยซึ่งเกี่ยวกับแต่ละธาตุ[ 4 ธาตุ]ดิน น้ำ ไฟ และลม มีจำนวนทั้งหมด 404 ความเจ็บป่วย แม้แต่ผู้ที่ไม่ใช่พระพุทธะก็สามารถรักษาความเจ็บป่วยเหล่านี้ เป็นไปไม่ได้ที่คนอย่าง ชิซุย1 ลิวซุย2 ชีวก3 และเปียนชู4จะไม่สามารถรักษาความเจ็บป่วยเหล่านี้ด้วยยาของพวกเขา
ประเภทที่ 2 คือความเจ็บป่วยทางใจ ซึ่งเกิดจาก [กิเลสซึ่งเกิดจาก] 3 พิษ [แห่งความโลภ ความโกรธและความหลง] ความเจ็บป่วยเหล่านี้มีมากมาย 84,000 ชนิด ความเจ็บป่วยเหล่านี้ยากแก่การรักษาแม้แต่โดยเทพประเภทเทพ 2 องค์5 [ในศาสนาพราหมณ์] และฤาษี 3 ตน6และอาจารย์ 6 คน7ในคำสอนที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ” (ชินเพ็น หน้า 1239)
ณ ที่นี้พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนว่าความเจ็บป่วยทางกายของมนุษย์มี 404 ชนิดและสอนว่ามีความเจ็บป่วยทางใจ 84,000 ชนิด ซึ่งเกิดจาก 3 พิษ
พระนิชิเร็น ไดโชนินอธิบายสาเหตุและกรรมสัมพันธ์ต่างๆที่นำไปสู่ความเจ็บป่วย โดยอ้างข้อ ความจาก “มหาสมถวิปัสสนา” (มะคะ ชิคัน) ดังต่อไปนี้:
“การอธิบายสาเหตุของความเจ็บป่วย มี 6 สาเหตุ ประการแรกคือความเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของ 4 ธาตุ ประการที่ 2 คือความเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากคนๆหนึ่งไม่สามารถควบคุมความอยากของตน ประการที่ 3 คือความเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากการปฏิบัติสมาธิที่ไม่สมบูรณ์ ประการที่ 4 คือความเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากปีศาจเข้าสู่กาย ประการที่ 5 คือความเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากการทำหน้าที่ของมาร ประการที่ 6 คือความเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากการปรากฏของกรรม”
(ชินเพ็น หน้า 911)
ประการแรก ความไม่สมดุลของ 4 ธาตุ หมายความว่าสุขภาพของพวกเราอ่อนแอลงเมื่อขาดความสมดุลของ 4 ธาตุแห่งดิน น้ำ ไฟ และลม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทั้งหมด และตัวตนทางกายภาพของผู้คนในจักรวาล และนำไปสู่ความผิดปกติ
ประการที่ 2 ไม่สามารถควบคุมความอยากของตน หมายถึงความเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากการรับประทานและการดื่มมากเกินไปและการรับประทานอาหารที่ไม่ได้โภชนาการ
ประการที่ 3 การปฏิบัติสมาธิที่ไม่สมบูรณ์ เป็นความเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากความขัดแย้งภายในและความไม่สมดุลในใจและหัวใจ ซึ่งนำไปสู่ความเสื่อมทั้งกายและใจ
ประการที่ 4 ปีศาจเข้าสู่กายของคนๆหนึ่ง บรรยายถึงความเจ็บป่วยซึ่งเกิดจากปีศาจชั่วที่มีพลังพิเศษ ซึ่งไม่สามารถรู้ได้ด้วยตาและหูของคนธรรมดา ปีศาจชั่วเหล่านี้เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อที่ตาเปล่ามองไม่เห็น ความหายนะ และภัยพิบัติ
ในประการที่ 5 การทำหน้าที่ของมาร คำว่า “มาร” ถูกแปลเป็น “ฆาตกร” “ผู้ที่ยึดความสามารถและชีวิต” “อุปสรรค” และ “การทำลาย” หน้าที่เหล่านี้ขโมยเหตุดีของผู้คน ความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ และชีวิตของผู้คน มารขัดขวางหน้าที่ด้านบวกของใจและทำลายการทำหน้าที่ของศีรษะ ประสาท และการตอบสนอง ดังนั้น ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและทางจิตใจ
“กรรม” ในประการที่ 6 การปรากฏของกรรม หมายถึง การกระทำและสิ่งที่ตั้งใจทำ ผลกรรมแห่งความคิด คำพูด และการกระทำทั้งหมดจากอดีตที่ไม่มีจุดเริ่มต้นถึงปัจจุบันถูกสลักอยู่ในส่วนลึกของชีวิตพวกเรา ความเจ็บป่วยต่างๆเกิดจากองค์ประกอบที่มีเหตุเช่นนั้น
ในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบเมียวชิน อามะ” พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวเกี่ยวกับการรักษาโรคเหล่านี้ดังต่อไปนี้:
“ความเจ็บป่วยของเธอต้องเป็นงานของพระพุทธะ ตามที่บรรยายในวิมลเกียรติสูตร (โจเมียว-เคียว) และนิรวาณสูตร พระสูตรเหล่านี้อธิบายเหตุผลว่าทำไมผู้ที่ป่วยสามารถบรรลุพุทธภาวะ ความเจ็บป่วยสามารถเป็นแรงกระตุ้นคนๆหนึ่งให้แสวงหาหนทางสู่การรู้แจ้งสูงสุด” (ชินเพ็น หน้า 900)
เมื่อพวกเราดำเนินชีวิตประจำวันที่สงบและสะดวกสบาย พวกเราไม่สำรวจและไม่มองดูตัวเราเอง เมื่อเกิดเรื่องร้ายแรง พวกเราจึงได้สติในที่สุด ความทุกข์จากความเจ็บป่วยคือวิธีซึ่งโกฮนซนทำให้พวกเราเข้าใจกรรมของตนจากอดีต เพิ่มความเชื่อมั่นต่อโกฮนซน และเพิ่มพลังความศรัทธาและการปฏิบัติของพวกเรา เพื่อที่พวกเราสามารถบรรลุการรู้แจ้ง
ดังนั้น สิ่งจำเป็นสำหรับพวกเราคือสวดไดโมขุที่จริงใจ ทุ่มเทความพยายามสุดความสามารถของตนในความศรัทธาและการปฏิบัติ และชดใช้กรรมด้านลบขอตนต่อไป
พระสังฆราชองค์ที่ 26 พระนิชิคัน โชนินกล่าว (มนดัง หน้า 545):
“ถ้าพวกเราเชื่อโกฮนซนจนหมดหัวใจ โกฮนซนจะซึมซาบในหัวใจของพวกเรา และทำหน้าที่เป็นเหตุแท้จริงตามหลักการพุทธภาวะซึ่งในตัวมันเองมีทั้งหมด 9 ภูมิ ถ้าพวกเราสวดเมียวโฮ-เร็งเง-เคียวด้วยปากของพวกเรา ชีวิตของพวกเราจะซึมซาบในโกฮนซนทันที และสำแดงผลแท้จริงตามหลักการ 9 ภูมิในตัวมันเองมีพุทธภาวะ ดังนั้น จะเกิดการประสานระหว่างความจริงภววิสัยกับปัญญาอัตวิสัย8 เมื่อนั้น กายและใจของพวกเราจะแยกจากกันและกันได้อย่างไร?”
ดังนั้น พุทธภาวะในโกฮนซนจะซึมซาบในชีวิตของพวกเราที่เป็นมนุษย์ปุถุชน เมื่อพวกเราเชื่อโกฮนซนและสวดไดโมขุอย่างจริงใจ นอกจากนี้ พวกเราสามารถอยู่ในสภาวะการประสานระหว่างความจริงภววิสัยกับปัญญาอัตวิสัย (เคียวชิ เมียวโง) และบรรลุการรู้แจ้งในรูปกายปัจจุบันของพวกเรา
พระสังฆราชนิชิเนียว โชนินมอบคำแนะนำแก่พวกเราดังต่อไปนี้:
“พวกเราต้องเผชิญความทุกข์และความปิติที่อยู่ต่อหน้าพวกเราอย่างซื่อสัตย์ และเข้าใจความทุกข์เป็นอย่างไรและความปิติเป็นอย่างไร เมื่อพวกเราฝ่าฟันและมีความเข้าใจเรื่องนี้ พวกเราสามารถเปิดทางและเอาชนะทุกสิ่ง... กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันเกิดขึ้นได้เมื่อพวกเราสวดไดโมขุอย่างจริงใจและเกิดการประสานระหว่างความศรัทธาของพวกเรากับโกฮนซน ตัวตนที่มีพลังที่ถูกสร้างในลักษณะนี้จะสามารถเห็นความจริงและเห็นว่าทั้งความทุกข์และความปิติเป็นความสุขที่สุด และเกิดความปิติแห่งการรู้แจ้งเกี่ยวกับความจริงสมบูรณ์ของธรรมะ ความปิติจากการรู้แจ้งเกี่ยวกับความจริงสมบูรณ์ของธรรมะนี้เป็นสภาพชีวิตในความสุขแท้จริงสำหรับมนุษย์” (ชินเกียว โยมน เล่ม 4 หน้า 58)
ด้วยการยึดมั่นความศรัทธาที่จริงใจโดยไม่มีความสงสัยต่อโกฮนซน พวกเราสามารถเผชิญความทุกข์ทั้งหมดอย่างซื่อสัตย์ อาทิ ความทุกข์แห่งความเจ็บป่วย และสามารถเอาชนะมัน และพิชิตมัน
ถึงแม้ว่าท่านยึดมั่นความศรัทธาต่อนิชิเร็นโชชู ท่านอาจจะยังมีความสงสัยและความคลางแคลงใจ ท่านอาจจะคิดว่า “ทำไมข้าพเจ้าป่วยเมื่อข้าพเจ้าทุ่มเทความพยายามในการปฏิบัติสุดความสามารถ?” แต่ความศรัทธาและการปฏิบัติที่ถูกต้องของท่านในชาตินี้กำลังก่อให้เกิดกรรมด้านลบของท่านที่หนักจากอดีตและปรากฏในลักษณะที่เบาลง ดังนั้น ความเจ็บป่วยของท่านทำให้แน่ใจว่าท่านกำลังชดใช้กรรมด้านลบของท่าน พระสังฆราชอธิบายว่าแท้ที่จริงท่านควรจะมีความสุขที่กรรมของท่านในอดีตกำลังปรากฏในชาตินี้เพื่อให้ท่านชดใช้
เช่นกัน พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าว:
“ความเจ็บป่วยประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดจากการปรากฏแห่งกรรมด้านลบของคนๆหนึ่งซึ่งยากแก่การรักษาที่สุด ตอนนี้ โรคกรรมอาจจะไม่ร้ายแรงหรืออาจจะร้ายแรง ดังนั้น มีหลายประเภท ในบรรดาโรคกรรมเหล่านี้ โรคกรรมร้ายแรงที่สุดเกิดจากการดูหมิ่นสัทธรรมปุณฑริกสูตร” (ชินเพ็น หน้า 912)
ประเภทที่ 6 โรคกรรม ยากแก่การรักษาที่สุด พระนิชิเร็น ไดโชนินอธิบายว่า โรคกรรมที่ร้ายแรงที่สุดคือโรคซึ่งเกิดจากเหตุด้านลบในการดูหมิ่นสัทธรรมปุณฑริกสูตร
อย่างไรก็ตาม ความเจ็บป่วยร้ายแรงเหล่านี้สามารถรักษาได้ พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบโอตะ ซาเอมน โนะ โจ”: “พระสูตรซึ่งรู้จักกันทั่วไปว่าสัทธรรมปุณฑริกสูตรคือยาฤทธิ์แรงสำหรับความเจ็บป่วยทางกายและใจทุกชนิด” (ชินเพ็น หน้า 1222)
ดังนั้น นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวของศาสนาพุทธแห่งการหว่าน ซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนลึกของสัท ธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งพระนิชิเร็น ไดโชนินอธิบายว่า เป็นยาที่มีอานุภาพมากที่สามารถรักษาโรคกรรมของทุกคนในสมัยปัจฉิมธรรม
อดีตพระสังฆราชนิคเค่น โชนินกล่าว:
“บางคนพูดว่าเมื่อพวกเขานับถือศาสนาพุทธแท้เป็นครั้งแรกและเริ่มสวดไดโมขุ พวกเขาก็เริ่มป่วย คนเหล่านี้สร้างบาปกรรมในอดีตของพวกเขา ด้วยกุศลผลบุญแห่งการสวดไดโมขุ พวกเขาสามารถบรรเทาความรุนแรงแห่งกรรมของพวกเขา ถ้าไม่มีการสวดไดโมขุ พวกเขาอาจจะมีชะตากรรมตกนรก หรือพวกเขาอาจจะมีกรรมตกอยู่ในภูมิเปรต กล่าวอีกนัยหนึ่ง เนื่องมาจากกุศลผลบุญแห่งการนับถือศาสนาพุทธแท้ในชาตินี้ ณ เวลานี้ กรรมปรากฏเป็นความเจ็บป่วยเล็กน้อย ถ้าความเจ็บป่วยนี้สามารถรักษาหายด้วยความศรัทธา มันหมายความว่ากรรมของพวกเขาจากอดีตสามารถถูกกำจัดหมดในชาตินี้ ด้วยกุศลผลบุญของศาสนาพุทธแท้” (จุลสารไดเบียะขุโฮ ฉบับ 444)
ขณะที่พวกเราทุ่มเทความพยายามสุดความสามารถในการปฏิบัติศาสนาพุทธ ไม่เพียงจะปรากฏความทุกข์แห่งความเจ็บป่วยเท่านั้น แต่จะปรากฏอุปสรรคอื่นและหน้าที่คล้ายมารหลายอย่าง เมื่อพวกเราสวดไดโมขุอย่างจริงจัง อธิษฐานต่อโกฮนซนอย่างจริงใจ และทำชะคุบุขุ พวกเราจะสะสมกุศลผลบุญที่จะทำให้สามารถกำจัดกรรมด้านลบของตน
พวกเรามีภารกิจสำคัญในการนำคนที่มีความทุกข์จากความเจ็บป่วยรวมทั้งความทุกข์ทรมานในรูปแบบอื่นมาสู่ศาสนาพุทธแท้ ด้วยการสวดไดโมขุต่อโกฮนซนที่เป็นสิ่งสักการะแท้จริงและการยึดมั่นความศรัทธาและการปฏิบัติที่ถูกต้อง
ขอให้พวกเราก้าวหน้าด้วยกันจากจุดนี้สู่อนาคต สู่ปี ค.ศ. 2021 การครบ 800 ปีแห่งการเกิดของพระนิชิเร็น ไดโชนิน ตามคำชี้นำของพระสังฆราชนิชิเนียว โชนิน และการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวที่มั่นคงแห่งต่างกายใจเดียว ขอให้พวกเราพยายามสร้างองค์กรฮกเคโกะที่มีผู้นับถือ 800,000 คน โดยการเพิ่มความศรัทธาและการปฏิบัติของพวกเรา ทำชะคุบุขุ และช่วยซึ่งกันและกันเพื่อพัฒนาความศรัทธาของพวกเรา

1ชิซุย: หมอเก่งมากที่ถูกบรรยายในสุวรรณประภาสูตร (คนโคเมียว-เคียว) พ่อของลิวซุย
2ลิวซุย: หมอเก่งมากที่ถูกบรรยายในสุวรรณประภาสูตร ลูกของชิซุย
3ชีวก: หมอในแคว้นมคธในประเทศอินเดียโบราณ เขารับใช้พระเจ้าอชาตศัตรูและนับถือพระศากยมุนี
4เปียนชู: หมอในยุคชุนชิว (ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง; 770-476 ก่อนคริสตกาล) และยุคจ้านกว๋อ(การสู้รบระหว่างแคว้นต่างๆ; 476-221 ก่อนคริสตกาล) ในประเทศจีน
5เทพ 2 องค์: พระศิวะและพระวิษณุ ที่ได้รับความเคารพในศาสนาพราหมณ์
6ฤาษี 3 ตนในคำสอนที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ: กบิล อุลูกะ และริสชภ ที่ได้รับความเคารพในศาสนาพราหมณ์
7อาจารย์แห่งคำสอนที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ 6 คน: นักคิดที่มีอิทธิพลในประเทศอินเดียในสมัยของพระศากยมุนีที่ทำลายประเพณีในคัมภีร์พระเวทฉบับเก่าและท้าทายผู้มีอำนาจในศาสนาพราหมณ์เกี่ยวกับระเบียบสังคมของชาวอินเดียอย่างเปิดเผย
1. ปูรณะ กัสสปะ (Purana Kassapa) 2. มักขลิ โคศาล(Makkhali Gosala)
3. สัญชัย เวลัฎฐบุตร (Sanjaya Belatthiputta) 4. อชิต เกสกัมพล(Ajita Kesakambala)
5. ปกุทธะ กัจจายนะ (Pakudha Kacchayana) 6. นิครนถ์ นาฎบุตร(Nigantha Nataputta)
8การประสานระหว่างความจริงภววิสัยกับปัญญาอัตวิสัย (เคียวชิ เมียวโง): “ความจริง” (เคียว) หมายถึงสิ่งซึ่งคนๆหนึ่งสังเกต และ “ปัญญา” (ชิ) หมายถึง ปัญญาอัตวิสัยที่ทำให้คนๆหนึ่งมีความสามารถเข้าใจความจริงนี้อย่างถูกต้อง “การประสานระหว่างความจริงภววิสัยกับปัญญาอัตวิสัย” หมายถึงสภาพของผู้ปฏิบัติซึ่งเขาเห็นโดยไม่มีความสับสนใดๆว่าความจริงภววิสัยกับปัญญาอัตวิสัยถูกประสานกันด้วยความกลมกลืนกันอย่างสมบูรณ์...
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การประสานระหว่างความจริงกับปัญญา หมายถึง สภาพการบรรลุพุทธภาวะในรูปกายปัจจุบันของคนๆหนึ่ง เมื่อความจริงของปรากฏการณ์ทั้งหมดในจักรวาลถูกประสานกลมกลืนกับปัญญาของผู้ปฏิบัติ (ระบบคำศัพท์พื้นฐานของนิชิเร็น โชชู เล่ม 1 หน้า 56)