บทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบภรรยาของผู้ปกครองอูเอโนะ” ตอน 2

โอโกะ – พฤศจิกายน 2015
วัดไคเมียว-อิน ประเทศสิงคโปร์
พระคุณเจ้าโชสึ โนมูระ

บทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบภรรยาของผู้ปกครองอูเอโนะ” ตอน 2

วันนี้เป็นคำบรรยายว่าด้วยบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบภรรยาของผู้ปกครองอูเอโนะ” ครั้งที่ 2
ความหมายแห่งการมาเกิดของพระพุทธะบนโลกนี้คือทำให้มวลมนุษย์สามารถบรรลุพุทธภาวะ
บท “กุศโลบาย” (โฮเบ็น; บทที่ 2)ของสัทธรรมปุณฑริกสูตรกล่าว:
“พระพุทธะ (ภควัต) ปรารถนาเปิดประตูปัญญาพระพุทธะแก่มวลมนุษย์ ทำให้พวกเขามีความบริสุทธิ์ นั่นคือเหตุผลที่ทำไมพวกท่านปรากฏตัวบนโลกนี้ พวกท่านปรารถนาแสดงปัญญาพระพุทธะแก่มวลมนุษย์ และดงนั้น พวกท่านปรากฏตัวบนโลกนี้ พวกท่านปรารถนาทำให้มวลมนุษย์ตื่นรู้ปัญญาพระพุทธะ และดังนั้น พวกท่านปรากฏตัวบนโลกนี้ พวกท่านปรารถนาชักจูงมวลมนุษย์เข้าสู่หนทางแห่งปัญญาพระพุทธะ และดังนั้น พวกท่านปรากฏตัวบนโลกนี้”
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพุทธศาสนิกชนคือบรรลุพุทธภาวะ ถ้าทุกคนปฏิบัติตามกฎของเหตุและผล เมื่อนั้นทุกคนสามารถบรรลุพุทธภาวะ พระสูตรต่างๆในสมัยอวตังสก อาคม ไวปุลย และปรัชญาปารมิตา สอนคำสอนแห่งสร้างเหตุก่อนจึงมีผลตามมา ว่าตามจริง คำสอนก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตรทั้งหมดกล่าวว่าคนๆหนึ่งต้องสะสมเหตุดีก่อน ก่อนที่คนๆนั้นสามารถได้รับพุทธภาวะที่ เป็นผล
พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบภรรยาของผู้ปกครองอูเอโนะ”:
“คำสอนอื่นทั้งหมดอธิบายว่าคนๆหนึ่งต้องประกอบกรรมดีก่อนเพื่อที่จะบรรลุพุทธภาวะในเวลาต่อมา ดังนั้น จึงไม่ชัดเจนว่าจะบรรลุพุทธภาวะหรือไม่”
ณ ที่นี้ “คำสอนอื่นทั้งหมด” หมายถึงทุกพระสูตรไม่รวมสัทธรรมปุณฑริกสูตร ตามที่กล่าวในคำสอนก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตรเหล่านี้ หลังจากได้รับเหตุเพื่อการบรรลุพุทธภาวะ ผู้คนต้องปฏิบัติเป็นเวลานานมากเพื่อที่จะบรรลุพุทธภาวะที่เป็นผล
การปฏิบัตินี้ไม่ใช่การปฏิบัติหนึ่งชาติเท่านั้นแต่ผู้คนต้องทำการปฏิบัติเข้มงวดเป็นเวลาหลายชาติเพื่อที่จะบรรลุพุทธภาวะ สัทธรรมปุณฑริกสูตรเปิดเผยว่าคนเหล่านี้เคยปฏิบัติตั้งแต่สมัย 3,000 ธุลีกัลป์หรือ 500 ธุลีกัลป์ ในคำสอนก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตรสอนว่าเหตุก่อนและผลตามมา แต่เพื่อที่จะได้รับผล ซึ่งคือพุทธภาวะ พวกเขาปฏิบัติเป็นระยะเวลานานมาก
ต่อจากข้อความจากบทธรรมนิพนธ์นี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินสอนการรู้แจ้งทันทีบนพื้นฐานคำสอนการเกิดขึ้นพร้อมกันระหว่างเหตุกับผล
พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าว:
“อย่างไรก็ตาม สัทธรรมปุณฑริกสูตรสอนว่ามือที่เคยจับสัทธรรมปุณฑริกสูตรจะเข้าสู่พุทธภาวะทันที และปากที่สวดไดโมขุจะเป็นพระพุทธะทันที”
ข้อความนี้สอนพลังน่าพิศวงของสัทธรรมปุณฑริกสูตรที่ไม่เคยถูกเปิดเผยในพระสูตรอื่น
ในคำสอนก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตร การปฏิบัติและการบรรลุการรู้แจ้งแยกจากกันชั่วคราว และไม่แน่นอน ในทางตรงข้าม ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร การปฏิบัติและการรู้แจ้งที่เป็นผลเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ในลักษณะเดียวกับดอกบัวผลิดอกและออกผลในเวลาเดียวกัน
ในตอนต้นบทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้ ที่อาตมากล่าว ณ พิธีโอโกะครั้งที่แล้ว โดยกล่าวว่าดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แทน “เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว”
เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวมีความหมายแห่งการเกิดขึ้นพร้อมกันระหว่างเหตุกับผล ในบทธรรมนิพนธ์ “ตัวตนของธรรมมหัศจรรย์” พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวถึง “เร็งเง” 2 ชนิด:
“ในตอนต้นกัลป์แห่งความต่อเนื่อง มีต้นไม้ชนิดหนึ่ง นักปราชญ์สังเกตหลักการนี้และตั้งชื่อหลักการนี้ว่า “เร็งเง” หรือ “บัว” ต้นบัวคล้ายกับหลักการเมียวโฮ-เร็งเงซึ่งมีทั้งเหตุ[ดอก] และผล[เมล็ด]ในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ต้นไม้นี้จึงมีชื่อเหมือนกับหลักการนี้...
เมื่อพวกเราพูดถึงบัวในแง่ของการเปรียบเทียบหรือบัวที่เป็นคำอุปมา มันคือต้นบัวนี้ซึ่งพวกเราหมายถึง ต้นบัวนี้ถูกใช้เพื่อช่วยอธิบายแนวความคิดเมียวโฮ-เร็งเงที่ยากให้กระจ่าง นั่นคือสิ่งที่มหาธรรมาจารย์เทียนไท้หมายถึงเมื่อท่านพูดว่าโดยการใช้คำอุปมานี้ จึงทำให้เข้าใจธรรมมหัศจรรย์ซึ่งยากที่จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น” (ชินเพ็น หน้า 695-696)
ตามที่ข้อความจากบทธรรมนิพนธ์นี้กล่าว เนื่องจากยากที่จะเข้าใจมหาธรรมแห่งเมียวโฮ-เร็งเง จึงใช้ชื่อดอก “เร็งเง” นั่นคือ “บัว” เป็นคำอุปมา ดังนั้น คำอุปมานี้ถูกเรียกว่า “ฮิยุ เร็งเง” นั่นคือเร็งเงที่เป็นคำอุปมา ดังนั้น “เมียวโฮ” นั่นคือ “ธรรมมหัศจรรย์”ตัวมันเองถูกเรียกว่า “โทไท เร็งเง” นั่นคือเร็งเงที่เป็นตัวตนแท้จริงของธรรมะ
ท่านอาจจะรู้ว่าในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบภรรยาของผู้ปกครองอูเอโนะ” นี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินพูดเกี่ยวกับ “ฮิยุ เร็งเง” นั่นคือเร็งเงที่เป็นคำอุปมา
ต่อมา พระนิชิเร็น ไดโชนินอธิบายเกี่ยวกับการรู้แจ้งทันทีนั่นคือการเกิดขึ้นพร้อมกันระหว่างเหตุกับผลด้วยตัวอย่างของดวงจันทร์และเสียง
“ทำนองเดียวกับภาพสะท้อนของดวงจันทร์เมื่อมันขึ้นเหนือภูเขาทางทิศตะวันออก ซึ่งดูเหมือนว่าลอยบนผิวน้ำทันที หรือเสียงและเสียงสะท้อนเกิดขึ้นพร้อมกัน”
สามารถกล่าวได้ว่าข้อความข้างต้นคือข้อพิสูจน์ด้านทฤษฎี (ใน 3 ข้อพิสูจน์) เพื่อการรู้แจ้งทันทีและข้อความต่อมาคือข้อพิสูจน์ด้านเอกสารเพื่อการรู้แจ้งทันที สัทธรรมปุณฑริกสูตรกล่าว “บรรดาผู้ที่ได้ยินธรรมะนี้ ไม่มีใครที่จะไม่บรรลุการรู้แจ้ง” ข้อความนี้หมายความว่าถ้ามีคนที่นับถือพระสูตรนี้ 100 คนหรือแม้แต่ 1,000 คน ทุกคนจะเป็นพระพุทธะโดยไม่มีข้อยกเว้น
ณ ที่นี้ อาตมาปรารถนาบอกหนึ่งประเด็นสำคัญแก่ท่าน พระนิชิเร็น ไดโชนินตีความคำ “ผู้ที่ได้ยินธรรมะนี้” จากสัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็น “คนที่นับถือพระสูตรนี้” ในข้อความจากบทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้
ณ ที่นี้ “ได้ยินธรรมะนี้” ไม่ได้หมายถึงแค่ได้ยินธรรมะแต่ต้องนับถือธรรมะ คำว่า “นับถือ” นี้มีความหมายของความศรัทธาและการปฏิบัติ ไม่ใช่แค่การฟัง เกี่ยวกับคำว่า “ได้ยินธรรมะ” อาตมาปรารถนาให้ท่านรู้แนวความคิดศาสนาพุทธขั้นพื้นฐานซึ่งเรียกว่า “มน-ชิ-ชู” คือ “การได้ยิน การคิดและการปฏิบัติ” หมายความว่า เมื่อคนๆหนึ่งฟังคำสอนศาสนาพุทธ คนๆนั้นต้องเชื่อโดยปราศจากความสงสัยใดๆ เข้าใจความหมายโดยการพิจารณา และลงมือทำและปฏิบัติ ดังนั้น การได้ยินไม่ใช่แค่การได้ยินแต่หลังจากได้ยินธรรมะแท้ เขาต้องมีความศรัทธาเข้มแข็งและมีการปฏิบัติ
ข้อความ “ถ้ามีคนที่นับถือพระสูตรนี้ 100 คน หรือแม้แต่ 1,000 คน ทุกคนจะเป็นพระพุทธะโดยไม่มีข้อยกเว้น” หมายถึงทุกคนสามารถเป็นพระพุทธะโดยการเชื่อและการปฏิบัตินัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวถึงแม้ว่าเขามี (ปัญหา บันทึกคดีอาญา จิตใจด้านลบหรือความเจ็บป่วย) หรือเป็นประธานบริษัทหรือคนรวย
อาจกล่าวได้ว่าเช่นเดียวกับพวกเรา สมาชิกวัดไคเมียว-อิน ถ้าพวกเราทุกคนมีความศรัทธาเข้ม แข็งและการปฏิบัติ พวกเราจะเป็นพระพุทธะโดยไม่มีข้อยกเว้น
ถือว่าข้อความจากบทธรรมนิพนธ์นี้เป็นข้อพิสูจน์ด้านเอกสารและพระนิชิเร็น ไดโชนินอ้างเรื่อง “หวู่หลงและยี่หลง” เป็นข้อพิสูจน์ที่เกิดขึ้นจริงแห่งการรู้แจ้งทันที
ต่อมา พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวถึงเนื้อหาในจดหมายซึ่งภรรยาของผู้ปกครองอูเอโนะเขียนถึงพระนิชิเร็น ไดโชนิน:
“จดหมายของเธอกล่าวถึงการครบรอบการดับขันธ์ของพ่อของเธอ (มัตสึโนะ โรขุโร ซาเอมน นิวโด)ที่น่าเคารพ เธอกล่าวว่าเนื่องจากเขามีลูกหลายคน จึงเป็นไปได้ว่าจะมีการประกอบพิธีรำลึกถึงนานาชนิดและถ้าการประกอบพิธีไม่สอดคล้องกับคำสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตร พิธีเหล่านั้นจะเป็นพิธีแห่งการดูหมิ่นธรรมะ”
อาตมาคิดว่าแม้แต่สมัยนี้มีเหตุทำนองเดียวกันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของครอบครัว มันเป็นจริงที่ว่าถ้าคนๆหนึ่งประกอบพิธีตามคำสอนก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตร มันจะฝ่าฝืนเจตนาของพระพุทธะ ดังนั้น จะถือว่าเป็นการดูหมิ่นธรรมะ ภรรยาของผู้ปกครองอูเอโนะเข้าใจอย่างนั้น
พระนิชิเร็น ไดโชนินเขียนเกี่ยวกับข้อพิสูจน์ด้านเอกสารโดยการอ้างสัทธรรมปุณฑริกสูตร “จากปากทองคำของพระศากยมุนี พระองค์สอนว่า “ตถาคตเทศนาคำสอนกุศโลบายมาเป็นเวลานานแต่บัดนี้จะเปิดเผยความจริง” พระประภูตรัตน์พุทธะทำให้คำพูดของพระศากยมุนีน่าเชื่อถือโดยประกาศว่า “คำสอนเมียวโฮ-เร็งเง-เคียวทั้งหมดเป็นจริง” เพื่อยืนยันความจริงนี้ พระพุทธะทั้งหมดใน 10 ทิศยืดพระชิวหา (ลิ้น)ยาวขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นพรหม1”
ข้อความเหล่านี้จากสัทธรรมปุณฑริกสูตรยืนยันว่าสัทธรรมปุณฑริกสูตรคือคำสอนแท้จริงที่มีอานุภาพนำพ่อของเธอ (มัตสึโนะ โรขุโร ซาเอมน นิวโด) ไปสู่การบรรลุพุทธภาวะ
ต่อมา พระนิชิเร็น ไดโชนินแนะนำเรื่อง “หวู่หลงและยี่หลง”:
“ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่น ข้ามมหาสมุทรกว้างใหญ่ มีประเทศหนึ่งซึ่งเรียก ว่าจีน ในประเทศนั้น บางคนเคารพพระพุทธะแต่ไม่เคารพเทพเจ้า ในขณะที่บางคนเคารพเทพเจ้าแต่ไม่เคารพพระพุทธะ สถานการณ์ในประเทศญี่ปุ่นสมัยโบราณก็เหมือนกัน”
ในประเทศญี่ปุ่นสมัยโบราณ กล่าวกันว่าผู้คนเริ่มศรัทธาศาสนาพุทธราวปี ค.ศ. 522 และจักรพรรดิของประเทศญี่ปุ่นยอมรับศาสนาพุทธราวปี ค.ศ. 552 หลังจากนั้น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธมหายาน ก่อนหน้านั้น ชาวญี่ปุ่นเชื่อในเทพเจ้าของชาวญี่ปุ่น (ศาสนาชินโต) ช่วงเวลาของ “หวู่หลงและยี่หลง” ในประเทศจีน ผู้คนเชื่อในคำสอนแห่งเทพเจ้าหรือคำสอนศาสนาพุทธ ตามที่กล่าวใน “เรื่องราวเกี่ยวกับสัทธรรมปุณฑริกสูตร” (ฮกเขะ เด็นกิ) หวู่หลงเป็นผู้นับถือลัทธิเต๋าและเขาเกลียดคำสอนศาสนาพุทธมากถึงขั้นที่เขาสั่งยี่หลงผู้เป็นลูกชาย มิให้เขียนพระสูตรในศาสนาพุทธที่เป็นคำสอนของพระศากยมุนี มิฉะนั้น เขาจะต้องเผชิญปัญหาใหญ่
อาตมาหวังว่าท่านจะเรียนรู้เกี่ยวกับ 5 ประเด็นดังต่อไปนี้จากเรื่อง “หวู่หลงและยี่หลง”
1. พลังสูงส่งของสัทธรรมปุณฑริกสูตร
2. การรู้แจ้งทันที
3. วิธีแท้จริงในการตอบแทนหนี้บุญคุณต่อพ่อแม่ของคนๆหนึ่ง
(1. หนึ่งในมหาปุริสลักษณะ 32 ประการของพระพุทธะ ซึ่งชี้ให้เห็นการพูดความจริง)
4. ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก
5. หลังความตาย คนๆนั้นไม่สามารถเปลี่ยนกรรมของตนโลกแห่งความตาย แต่สามารถเปลี่ยนกรรมในชาติปัจจุบันเท่านั้น
อาตมาจะพูดเกี่ยวกับเรื่อง “หวู่หลงและยี่หลง” ในคำบรรยายโอโกะครั้งหน้า อาตมาอยากจะจบคำบรรยายของอาตมาด้วยคำอธิษฐานขอให้ท่านก้าวหน้าด้านความศรัทธาและการปฏิบัติต่อไป
ขอขอบคุณมาก!
วารสารไคเมียว ฉบับที่ 80 ธันวาคม 2015 – มกราคม 2016 หน้า 23-25

คำสอนของพระศากยมุนี 5 สมัย:
1. คำสอนสมัยอวตังสก (เคงน): ถือว่าเป็นคำสอนมหายานชั่วคราว สอนเป็นเวลา 21 วัน
2. คำสอนสมัยอาคม (อ-งน): ถือว่าเป็นคำสอนหินยาน สอนเป็นเวลา 12 ปี
3. คำสอนสมัยไวปุลย (โฮโด): ถือว่าเป็นคำสอนมหายานชั่วคราว สอนเป็นเวลา 16 ปี
4. คำสอนสมัยปรัชญาปารมิตา (ฮันเนียะ): ถือว่าเป็นคำสอนมหายานชั่วคราว สอนเป็นเวลา 14 ปี
5. คำสอนสมัยสัทธรรมปุณฑริกและนิรวาณ (ฮกเขะ-เนฮัน): ถือว่าเป็นคำสอนมหายานแท้จริง สอนเป็นเวลา 8 ปี

“เร็งเง”: ดอกบัว ใน “ความหมายลึกซึ้งของสัทธรรมปุณฑริกสูตร”(ฮกเขะ เก็นงิ) พระเทียนไท้ตีความคำ “เร็งเง” แห่งเมียวโฮ-เร็งเง-เคียวเป็น 2 ลักษณะ:
1. “เร็งเง”ในแง่ของการเปรียบเทียบ (ฮิยุ เร็งเง) หรือคำอุปมาสำหรับธรรมมหัศจรรย์ ยกตัวอย่าง บัวออกดอกและเมล็ดในเวลาเดียวกัน และดังนั้น เป็นการเกิดขึ้นพร้อมกันระหว่างเหตุกับผล ซึ่งคือการแสดงถึงธรรมมหัศจรรย์ นอกจากนี้ บัวออกดอกในน้ำขุ่นคลั่ก และดังนั้น เป็นการปรากฏของพุทธภาวะในชีวิตของมนุษย์ปุถุชน
2. ตัวตนธรรมะ (โทไท เร็งเง) ในการตีความนี้ พระเทียนไท้กล่าวว่า “เร็งเง”ไม่ใช่สัญลักษณ์สำหรับธรรมมหัศจรรย์แต่ตัวมันเองเป็นชื่อธรรมะ