ประสบการณ์คุณอนงคนาฎ วิจิตรนุกุูล

ความประทับใจในการไปโทซังศึกษาธรรมภาคฤดูร้อนครั้งแรกอย่างไม่คาดฝัน

ดิฉันชื่อนางสาว อนงคนาฎ วิจิตรนุกูล เป็นสมาชิกเขตราชา ตั้งแต่เด็กจนโตมาดิฉันใช้ชีวิตเรื่อยๆสบายๆตามประสาเด็ก จนกระทั่งเมื่อ 10 กว่าปีก่อนจำได้ว่าคุณแม่ของดิฉันได้เริ่มมาสวดมนต์ นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว ของพระนิชิเร็นไดโชนิน ท่านจะสวดมนต์วันหนึ่งประมาณ 2-3 ชั่วโมงเสมอ ซึ่งถือว่านานมากสำหรับดิฉันและคุณแม่ก็มีเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมสมาชิกอีกด้วย แต่ดิฉันก็ไม่เคยสนใจเลย ระยะต่อมาดิฉันก็ได้คอยไปรับส่งแม่ไปสวดมนต์ที่สมาคมอยู่สม่ำเสมอ สาเหตุที่ต้องไปส่งและรอรับเพราะไม่มีใครพาแม่มาเลยดิฉันเลยต้องพามา แต่ดิฉันก็ไม่ได้ขึ้นไปสวดมนต์ได้แต่รอในรถบ้าง รอข้างล่างบ้างเพราะดิฉันนั่งสวดมนต์นี้ไม่ได้เลย ทุกครั้งที่สวดจะรู้สึกเครียดและหงุดหงิดอึดอัดมากนั่งไม่ถึง 5 นาทีก็ต้องลงมาข้างล่างแล้ว สภาพเป็นอย่างนี้เรื่อยมาพักหนึ่ง พอแม่เรียกสวดมนต์ดิฉันก็ตัดสินใจสวดไปเพราะตัดความรำคาญ
จนกระทั่งต่อมาดิฉันแต่งงาน ชีวิตโดยรวมก็ยังคงดีอยู่ ดิฉันมีลูกสองคน อยู่มาวันนึงก็เจอมรสุมชีวิตเข้ามาอย่างจัง นับว่ามาแบบที่ดิฉันรับไม่ค่อยได้เลยทั้งปัญหาการเงิน, ปัญหาเรื่องสามี พ่อ แม่ พี่ น้อง ทุกอย่างถาโถมเข้ามาพร้อมกันและทุกคนก็มีปัญหาหนักพอสมควรซึ่งดิฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเราจะต้องเจอปัญหาชีวิตเหมือนคนอื่นๆเขาเลย ตอนนั้นดิฉันรับไม่ได้จนไม่เป็นอันกินอันนอน กินอะไรไม่ลงผอมลงอย่างเห็นได้ชัดไม่สนใจแม้กระทั่งลูกทั้งสองคน ดิฉันปล่อยไปเลย โชคดีพี่สาวกับแม่มาดูแลลูกๆของดิฉันให้ ดิฉันได้แต่เก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียวนอนตลอดทั้งวัน เป็นเช่นนี้มาระยะนึงก็มีเพื่อนของแม่มาบอกว่าคนเราต้องมีปัญหาทุกคนและการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการสวดมนต์ นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว เพียงอย่างเดียว ให้ตั้งใจสวดมนต์มีปัญหาให้คุยกับผู้ใหญ่หรือคุยกับเขาก็ได้แต่อย่าคุยกับเพื่อน เพราะเพื่อนจะนำพาเราไปในทางที่ผิดเนื่องจากเพื่อนๆไม่ได้สวดมนต์และไม่ได้ศึกษาธรรม เพราะฉะนั้นเขาจะไม่สามารถมองเห็นวิธีการแก้ปัญหาได้ เมื่อได้ยินดังนั้นดิฉันก็อยากสวดมนต์ทันที เพราะเดิมทีดิฉันมีโกฮนซนเป็นของตัวเองด้วยจึงบอกแม่ว่าจะย้ายบุตสึดัน(ที่ประดิษฐาน)มาไว้ที่ห้องนอน (ตอนนั้นสามีของดิฉันออกไปอยู่ข้างนอกเพราะรถเข้าอู่ซ่อมประมาณ 1-2 เดือน เขาจึงต้องไปเช่าห้องอยู่) ใจตอนนั้นอยากสวดมนต์เพื่อหนีความทุกข์มากแต่สวดไม่ได้ ดิฉันนั่งสวดได้ไม่ถึง 5 นาทีก็ต้องปิดตู้พระ พออาการดีขึ้นมาก็เปิดตู้พระสวดใหม่ ก็จะเป็นเหมือนเดิม วันๆนึงดิฉันเปิดปิดตู้พระบ่อยเพราะอยากสวดแต่ก็สวดไม่ได้ ดิฉันเป็นเช่นนี้มาระยะหนึ่งก็เริ่มนั่งได้นานขึ้นมาทีละนิด ปัญหาต่างๆก็ถูกคลี่คลายมาได้ทีละนิดอย่างช้า ๆ จนต่อมาดิฉันก็สามารถมาสวดที่สมาคมได้อย่างสม่ำเสมอ
พอเริ่มศึกษาธรรมะดิฉันก็เริ่มขัดเกลาตัวเองทีละนิดเรื่อยมาจนปีถึงปี พ.ศ. 2559 เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาดิฉันได้มีโอกาสได้ไปโทซังแบบที่ไม่คิดมาก่อนโดยดิฉันได้ทุนการเดินทางไปโทซังครั้งนี้จากคุณพลัง จักดิ์มงคลชัย ที่แจ้งว่าจะมอบทุนการไปโทซังให้กับสมาชิกที่ไม่เคยไปและมีความประสงค์ตั้งใจจริงอยากจะไปโทซัง การไปครั้งนี้ดิฉันได้ไปกับบุตรชาย ดิฉันรู้สึกดีตั้งแต่รอขึ้นเครื่องบินที่สนามบิน มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นดีเพราะปกติถ้าไปต่างประเทศ ภาษาที่พูดก็ต่างกันสื่อสารลำบากแต่ครั้งนี้มีแต่สมาชิกไปกันจำนวนมาก ดิฉันโชคดีมากที่ได้แวะไปที่วัดโชเรียวจิในจังหวัดชิบะร่วมกับสมาชิกเพื่อสวดมนต์เช้าและประชุมร่วมกันกับสมาชิกญี่ปุ่น สมาชิกชาวญี่ปุ่นยืนต้อนรับพวกเราอย่างดียิ้มแย้มกันทุกคน วัดโชเรียวจินั้นสะอาดมากเป็นระเบียบดีมาก เมื่อพวกเราสวดมนต์เช้าร่วมกับพระสงฆ์และสมาชิกญี่ปุ่น และมีการเล่าประสบการณ์และพระคุณเจ้าให้คำชี้นำเรียบร้อย พวกเราก็เดินทางต่อไปที่วัดใหญ่ไทเซขิจิ
เมื่อไปถึงที่วัดใหญ่ก็รู้สึกสดชื่นมีความสบายใจอยู่ลึกๆ ไปถึงห้องพักเป็นห้องรวมแยกชายหญิง ห้องใหญ่มาก มีสมาชิกพักร่วมกันจำนวนมากแต่ไม่วุ่นวายเลยทุกอย่างเป็นระเบียบและเรียบร้อยดีโดยอัตโนมัติ วันต่อมาดิฉันได้ไปที่วิหารโฮอันโดะ ซึ่งที่นี่เป็นสถานที่ที่สง่างามมากพอเข้าไปถึงข้างใน ดิฉันก็ยังไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ แต่พอฉากกั้นที่ประดิษฐานเริ่มเปิดออกมาดิฉันรู้สึกอึ้งและขนลุกด้วยซึ่งเบื้องหน้าของดิฉันเป็นที่ประดิษฐานที่สง่างามมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ทุกคนอยู่ในความเงียบสงบ พอเริ่มพิธีเสียงสวดมนต์ทุกคนสวดมนต์กันอย่างเต็มพลังกันพร้อมเพรียงกัน การไปครั้งนี้เป็นการบำเพ็ญตนทางศาสนาพุทธจริงๆ เหมือนตอนไปเข้าค่ายตอนเด็กๆ ทุกเวลามีค่ามาก ไม่ว่าจะกิน เดิน นอน อาบน้ำ พักผ่อน ต้องเร่งรีบตลอดเวลาแบบชนิดว่าดิฉันเกิดมาไม่เคยเจอเลย เวลาทุกนาทีมีค่ามาก ยกเว้นเวลาที่เข้าไปสวดมนต์ เวลากลับดำเนินไปอย่างช้าๆอย่างสงบในขณะที่พวกเรารอพระสงฆ์
ตกดึกดิฉันตื่นมาเพื่อเตรียมไปสวดมนต์อุชิโตระกนเกียวคืนแรก ดิฉันโชคดีมากที่ได้นั่งแถวแรกเลยตรงด้านหน้าติดกับพระสงฆ์ จึงมองเห็นทุกอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องชะเง้อหรือเพ่งมองใดๆ พอพระสงฆ์เริ่มต้นตีกลองดิฉันรู้สึกขนลุกอีกแล้ว ตอนพระสังฆราชสวดไดโมขุทอดเสียงยาวเพื่อจะไดโมขุต่อนั้นดิฉันมีความรู้สึกคุ้นกับเสียงสวดมนต์มาก เสียงที่ดังกังวาลและดิฉันก็รู้สึกถึงภาพที่พระสังฆราชท่านกำลังสวดมนต์อยู่บนอาสนะและบรรดาเหล่าลูกศิษย์นั่งพื้นและนั่งสวดมนต์ไปพร้อมๆกัน เสียงสวดมนต์เป็นเสียงที่ไพเราะมากสำหรับดิฉัน

ต่อมาดิฉันได้เดินทางไปสุสานพระนิชิเร็นไดโชนิน ระหว่างทางเต็มไปด้วยป่าไม้ แต่เป็นป่าที่ไม่น่ากลัว กลับร่มรื่นมาก น้ำตามลำธารก็ใส ไหลแรง เย็นและสะอาดมาก จากที่พักเดินมาไกลพอสมควรต้องเดินขึ้นเขาทางลาดชัน พอถึงต้นทางสุสานก็มีจุดพักแวะซื้อของแต่ดิฉันเดินไปต่อเข้าไปบริเวณสุสาน พอถึงบริเวณนั้นรู้สึกหดหู่ใจนิดๆ อีกความรู้สึกนึงก็ตื้นตันใจค่ะที่ได้มาถึงตรงนี้ตรงหน้าสุสานพระนิชิเร็นไดโชนิน มีสมาชิกสวดมนต์กันอยู่และดิฉันก็เข้าร่วมสวดไปด้วย สักพักก็จะมีสมาชิกท่านอื่นถวายต้นชิคิมิค่ะ แต่ดิฉันไม่มีเพราะไม่ได้แวะซื้อมาก่อนด้วยความไม่รู้ บุตรชายดิฉันก็สะกิดดิฉันและบอกว่า “หม่าม้าบอสอยากถวายต้นชิคิมิครับ” ดิฉันก็บอกว่า “ไม่มีไม่ได้ซื้อขึ้นมา” สักครู่นึงก็มีชายหนุ่มเดินเข้ามาคือลูกชายของอี้จินที่จังหวัดตาก น้องเค้าเพิ่งจะเดินขึ้นมาและถือต้นชิคิมิเดินมาและก็ยื่นมาให้บอกว่าแบ่งกันถวายพระนิชิเร็นไดโชนินครับมีเยอะ ทั้งดิฉันและลูกชายก็ดีใจมากขอบคุณน้องเค้าใหญ่เลย และสักพักนึงน้องเค้าก็เข้าไปรดน้ำต้นชิคิมิที่น้องเค้าถวายไป บุตรชายดิฉันก็สะกิดอีกครั้งค่ะบอกว่า “หม่าม้าบอสอยากรดน้ำต้นไม้บ้างครับ” ดิฉันก็บอกว่าไม่มีของคนอื่นเค้า สักแป๊ปนึงค่ะน้องก็เดินมาอีกรอบถือถังน้ำพร้อมทั้งกระบวยตักน้ำและยื่นมาให้ ดิฉันก็ขอบคุณน้องเขาอีกรอบค่ะ บุตรชายดิฉันดีใจมากรีบตักไปถวายบ้างและน้องเขาก็เดินไปต่อ แต่ดิฉันยังอยู่และสวดมนต์กับสมาชิกท่านอื่นต่อ ก่อนสวดต่อสมาชิกคนอื่นก็ถวายธูปตรงหน้าสุสาน บุตรชายของดิฉันสะกิดอีกเหมือนเดิม “หม่าม้าบอสอยากถวายธูปครับ” ดิฉันก็บอกว่าไม่มีไม่ได้เตรียมมาเลย เราไม่เคยมาไม่รู้ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง สักแป๊ปหนึ่งสมาชิกที่มาด้วยกันบอกว่าเขาขอแจกให้สมาชิกให้หมดไปเลยเพราะไหว้เสร็จแล้วธูปเหลือ ทั้งดิฉันและบุตรชายก็ดีใจได้ธูปถวายแล้ว

เมื่อเสร็จแล้วก็กลับที่พัก เวลาที่วัดใหญ่ผ่านไปเร็วมากจนวันสุดท้ายจะต้องกลับแล้ว เช่นเคยพวกเราตื่นไปสวดอุชิโตระกนเกียวครั้งสุดท้ายก่อนกลับจากโทซัง ตอนเช้าก็จะเดินทางกลับแล้ว ครั้งนี้ดิฉันได้สวดมนต์แบบตั้งใจมาก ดิฉันสวดมนต์และจ้องไปที่โกฮนซน สักพักดิฉันกลับเห็นพระสงฆ์สวมชุดสีดำนั่งท่าขัดสมาดอยู่ตรงตัวอักษร ดิฉันดีใจมากตอนแรกคิดว่าตัวดิฉันเบลอเพราะอดนอนหรือเปล่าแต่พอหันกลับมาใหม่ก็เห็นเหมือนเดิม
ก่อนที่จะกลับถึงประเทศไทยพวกเราได้แวะที่ประเทศฮ่องกงหนึ่งคืน พวกเราได้ไปสวดมนต์ที่วัดในประเทศฮ่องกงและได้พบกับสมาชิกชาวฮ่องกงที่มาต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น การมาโทซังครั้งนี้นับเป็นการมาโทซังที่คุ้มค่ามาก

การไปโทซังครั้งนี้ประทับใจและรู้สึกสบายใจมีความสุขในใจมาก สมาชิกทุกท่านตั้งใจเดินทางมาพบพระนิชิเร็นไดโชนิน และให้ความร่วมมือกันอย่างดี ดิฉันเห็นบางท่านทั้งนั่งรถเข็นเพราะบาดเจ็บ บางท่านสูงอายุ บางท่านพิการก็มี เดินทางกันลำบากมาก เวลาดึกดื่นก็ตื่นมาสวดมนต์แต่เป็นความลำบากที่ทุกท่านมีความสุข มีรอยยิ้มกัน ดิฉันเคยคิดว่าทำไมวัดใหญ่ต้องไปอยู่ไกลถึงที่ญี่ปุ่น แต่ต่อมาด้วยความที่เราศึกษาธรรมบวกกับการได้ไปเห็นที่วัดใหญ่จริงๆ ตั้งแต่ลงสนามบินนะริตะมา ดิฉันก็รู้เลยว่าที่นั่นเป็นดินแดนที่สะอาดมากทุกที่ล้วนเรียบร้อย เป็นระเบียบรู้สึกว่าเป็นประเทศที่สะอาดมากที่สุดในโลกเลยอาจจะได้ค่ะ ดิฉันเลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมวัดของเราจึงต้องอยู่ที่ญี่ปุ่นค่ะ
ท้ายนี้ดิฉันอยากจะขอขอบคุณคุณพลังมากค่ะ ถ้าดิฉันไม่ได้รับทุนนี้ดิฉันก็คงไม่ได้ไปโทซังครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งแรกของดิฉันค่ะ ขอบคุณอย่างสูงค่ะ