คำเตือนเกี่ยวกับความทะนงตัว

วัดไทเซคิจิ
คำบรรยายโอโกะ – พฤษภาคม 2017

คำเตือนเกี่ยวกับความทะนงตัว
พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “คำถามและคำตอบว่าด้วยการนับถือสัทธรรมปุณฑริกสูตร” ดังต่อไปนี้:
“ถึงแม้ว่าท่านยกย่องผู้ที่มีความสามารถมาก จงอย่าดูถูกตัวท่านเอง จุดมุ่งหมายแท้จริง[ของพระพุทธะ]คือไม่ทอดทิ้งแม้แต่ผู้ที่มีความสามารถต่ำ ถึงแม้ว่าท่านพบผู้ที่มีความสามารถด้อยกว่า จงอย่าทะนงตัว มีหลายครั้งที่แม้แต่คนที่มีความสามารถเหนือกว่าไม่สามารถบรรลุการรู้แจ้งเนื่องจากพวกเขาไม่ทุ่มเทอย่างเต็มที่” (ชินเพ็น หน้า 298)
ข้อความนี้หมายความว่าพวกเราต้องไม่เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นเพื่อพิจารณาว่าตนเหนือกว่าหรือด้อยกว่าผู้อื่น จุดมุ่งหมายในการปฏิบัติของพระพุทธะคือช่วยแม้แต่ผู้ที่อยู่ในภูมิชีวิตต่ำให้พ้นทุกข์ ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่พวกเราจะมีความกังวลเรื่องความด้อยกว่า อย่างไรก็ตาม พวกเราต้องไม่มีหัวใจทะนงตัวและดูถูกผู้อื่น บุคคลเช่นนั้นจะพ่ายแพ้และถูกตัดสิทธิ์จากการช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ของพระพุทธะ เนื่องจากพวกเขาไม่ปฏิบัติศาสนาพุทธอย่างทุ่มเท
พระสังฆราชนิชิเนียว โชนินมอบคำชี้นำเกี่ยวกับความทะนงตัวดังต่อไปนี้:
“อาตมาปรารถนาให้ท่านพยายามสุดความสามารถที่จะไม่ทะนงตัว ความทะนงตัวสร้างช่องโหว่ในการปฏิบัติของท่าน ซึ่งจะทำหน้าที่ทำลายท่าน ดังนั้น ท่านต้องไม่ทะนงตัว...มีคำกล่าว “ความทะนงตัวจะนำไปสู่ความหายนะในไม่ช้า” (ตามตัวอักษร “ตระกูลเฮอิเขะที่ยโสอยู่ได้ไม่นาน”) มันหมายความว่าท่านต้องไม่ยโส ในศาสนาพุทธของพระนิชิเร็น ไดโชนิน ทุกคนจะได้รับการช่วยเหลือให้พ้นทุกข์ อย่างไรก็ตาม หากมีบุคคลที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ พวกเขาเหล่านั้นก็คือบุคคลที่ทะนงตัวนั่นเอง” (วารสารได-นิชิเร็น ฉบับ 831 หน้า 55)
ในสุภาษิต “ความทะนงตัวจะนำไปสู่ความหายนะในไม่ช้า” (ตามตัวอักษร “ตระกูลเฮอิเขะที่ยโสอยู่ได้ไม่นาน”) ตระกูลเฮอิเขะ (หรือไทระ) คือการกล่าวถึงตระกูลทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ ศตวรรษที่ 11 ในประเทศญี่ปุ่นที่ไม่ได้รับความโปรดปรานอีกและล่มสลาย ตรกูลเฮอิเขะ ที่มีศูนย์ กลางอยู่ที่ไทระ-โนะ-คิโยโมริ สร้างองค์กรที่มั่นคงเป็นปึกแผ่น อย่างไรก็ตาม ตามที่พวกเราสามารถเข้าใจจากคำพูดทะนงตัวของพวกเขา “ถ้าพวกเขาไม่ใช่เฮอิเขะ เมื่อนั้น พวกเขาไม่ใช่แม้แต่มนุษย์” สมาชิกของตระกูลนี้ค่อยๆสร้างความสะอิดสะเอียนต่อประชาชน และในที่สุด เดินลงสู่ทางแห่งความพินาศ
การกระทำของพวกเราควรจะอยู่บนพื้นฐานความเชื่อมั่นของพวกเรา ซึ่งมาจากประสบการณ์และความเชื่อในความสามารถของพวกเราเอง อย่างไรก็ตาม มีสุภาษิตบทหนึ่งที่สอน “สิ่งดีที่มีมากเกินไปก็ไม่ดี มีน้อยเกินไปก็ไม่ดี” เมื่อพวกเรามีความเชื่อมั่นมากเกินไป พวกเราเสี่ยงที่จะทระนงและดูถูกผู้อื่นในที่สุด ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเราไม่สามารถฟังความเห็นของผู้ที่อยู่รอบตัวพวกเรา สภาพนี้อาจจะปรากฏเป็นความทะนงตัวและความยโสในคำพูดและการกระทำของพวกเรา
ท่าทีอวดดีและมั่นใจเกินไป และคำพูดและการกระทำที่ดูถูกผู้อื่นคือการปรากฏของความทะนงตัวทั้งสิ้น พวกเราต้องใส่ใจไม่แสดงพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่เพียงในสังคมทั่วไปเท่านั้น แต่โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ในความศรัทธาและการปฏิบัติศาสนาพุทธแท้ของพวกเราด้วย
ศาสนาพุทธอธิบายหลักการตัณหาที่หลงผิด 5 ประการ (โก ดนชิ) ซึ่งประกอบด้วย 3 พิษแห่งความโลภ ความโกรธ และความหลง และอีก 2 องค์ประกอบแห่งความสงสัย ไม่เชื่อธรรมะ และความทะนงตัว ซึ่งคือหนึ่งในกิเลสภายในที่ครอบงำของมนุษย์ คำสอนศาสนาพุทธชี้ให้เห็นว่าเหล่านี้คือเหตุแห่งกรรมที่ขัดขวางผู้คนมิให้บรรลุการรู้แจ้ง
พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าว:
“กิเลสแห่งความทะนงตัวมีรูปแบบที่ต่างกัน อาทิ 7 ชนิด 9 ชนิด และความทะนงตัว 8 ชนิด”
(ชินเพ็น หน้า 869)
ดังนั้น ศาสนาพุทธอธิบายรูปแบบต่างๆของความทะนงตัว ณ ที่นี้พวกเราจะให้ความสนใจความทะนงตัว 7 ชนิด:
1. ความทะนงตัว (มัน): ท่าทีซึ่งบุคคลหนึ่งโอ้อวดความสูงส่งของเขาเหนือกว่าผู้ที่ด้อยกว่า
2. ความทะนงตัวที่ยโส (คะ มัน): ความคิดที่ว่าตนสูงส่งกว่าผู้ที่เท่าเทียมกับเขา และความคิดที่คิดว่าเท่าเทียมกับผู้อื่นซึ่งที่จริงแล้วสูงส่งกว่าเขา
3. ความทะนงตัวที่วางมาด (มัน คะ มัน): ความคิดที่ว่าตนสูงส่งยิ่งกว่าผู้ที่ซึ่งที่จริงแล้ว สูงส่งกว่าตน
4. ความทะนงตัวที่สนใจแต่เรื่องของตัวเอง (งะ มัน): คนที่ถูกความคิดและความเห็นตามอำเภอใจของตนเองครอบงำ
5. ความทะนงตัวที่สุด (โซ โจ มัน): คนที่เชื่ออย่างยโสว่าได้เรียนคำสอนศาสนาพุทธจนคล่อง ถึงแม้ว่าจะมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง
6. ความทะนงตัวที่ไม่ถ่อมตัว (ฮิ มัน): ความคิดที่ว่าตนด้อยกว่า-ผู้ที่สูงส่งกว่าเขาอย่างมาก-เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
7. ความทะนงตัวที่โอ้อวดคิดว่าตนสำคัญกว่าผู้อื่น (จะ มัน): ผู้ที่ถูกความเห็นนอกรีตครอบงำและเชื่ออย่างยโสว่าตนมีคุณธรรมทั้งๆที่ในความเป็นจริง ไม่มีคุณธรรม
บรรดาความทะนงตัวเหล่านี้ ความทะนงตัวที่สุดคือหนึ่งในความทะนงตัว 9 ชนิด (คุ มัน) ด้วย บท “การสนับสนุนให้อุทิศชีวิต” (คันจิ; บทที่ 13) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตรอธิบายว่า หลังจากการปรินิพพานของพระศากยมุนี ศัตรูร้ายกาจ 3 ประเภทจะบีฑาธรรมผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรในรูปแบบต่างๆ ศัตรูร้ายกาจ 3 ประเภทนี้คือฆราวาสที่ทะนงตัวอย่างยิ่ง พระสงฆ์ที่ทะนงตัวอย่างยิ่ง และนักปราชญ์ปลอมที่ทะนงตัวอย่างยิ่ง
ในสมัยที่พระนิชิเร็น ไดโชนินมีชีวิต พระสงฆ์และผู้ติดตามนิกายอื่นที่บีฑาธรรมท่านและลูกศิษย์และผู้นับถือเทียบได้กับฆราวาสและพระสงฆ์ที่ทะนงตัวอย่างยิ่ง พระนิชิเร็น ไดโชนินอธิบายว่าพระเรียวคันแห่งวัดคุระกุจิ ที่ปลุกปั่นพวกเขาอยู่เบื้องหลัง มีลักษณะนักปราชญ์ปลอมที่ทะนงตัวอย่างยิ่ง ในที่สุด ศัตรูร้ายกาจเหล่านี้ ที่เป็นศัตรูของสัทธรรมปุณฑริกสูตร แสดงพฤติกรรมดูหมิ่นศาสนาพุทธแท้
ในเวลาเดียวกัน มีผู้ที่ปฏิบัติศาสนาพุทธที่แสดงความทะนงตัวด้วย ในบท “กุศโลบาย” (โฮเบ็น ; บทที่ 2) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร มีคำพรรณนาเกี่ยวกับ 5,000 คนที่ ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาอยู่ในฐานะที่ปฏิบัติศาสนาพุทธแท้ได้ ในที่สุด ละทิ้งความศรัทธาของพวกเขาเนื่องมาจากความทะนงตัวที่สุดของพวกเขา พระสูตรอธิบายว่า 5,000 คนเหล่านั้นจนถึงบัดนี้ยังไม่บรรลุการรู้แจ้งแต่เชื่ออย่างทะนงตัวว่าพวกเขาบรรลุแล้ว พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องฟังคำเทศนาของพระศากยมุนีอีกต่อไป ดังนั้น พวกเขาลุกจากที่นั่งและออกจากการประชุม ผลลัพธ์คือ บุคคลทะนงตัวเหล่านี้จึงไม่สามารถบรรลุการรู้แจ้ง ณ การประชุมสัทธรรมปุณฑริกสูตร
ดังนั้น ถึงแม้ว่าพวกเราสามารถยึดมั่นศาสนาพุทธแท้ ความทะนงตัวของพวกเราอาจจะทำให้พวกเรามองข้ามการยืนหยัดท่าทีจริงใจในความศรัทธา ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเราไม่เพียงจะหมดโอกาสได้รับกุศลผลบุญเท่านั้น พวกเราจะละทิ้งความศรัทธาและตกสู่หนทางชั่วในที่สุด นี่คือบทเรียนที่พวกเราต้องนำไปคิดอย่างแท้จริง
เช่นกัน พระนิชิเร็น ไดโชนินพูดถึงหลักการการดูหมิ่นธรรมะ 14 ประการ ซึ่งคือเรื่องที่ทั้งพระ สงฆ์และผู้นับถือฆราวาสจำเป็นต้องระมัดระวัง
ในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายตอบมัตสึโนะ” พระนิชิเร็น ไดโชนินอ้างคำถามจากมัตสึโนะ ที่เป็นผู้นับถือคนหนึ่งในสมัยของท่าน ดังต่อไปนี้:
“พระนิชิเร็น ไดโชนิน มีความแตกต่างกันมากเพียงใดระหว่างกุศลผลบุญของไดโมขุที่ท่านสวด กับกุศลผลบุญของไดโมขุที่พวกเราในฐานะลูกศิษย์และผู้ติดตามท่านสวด?”
(ชินเพ็น หน้า 1046, สรุปความ)
พระนิชิเร็น ไดโชนินอธิบายว่าไม่มีความแตกต่างใดๆในกุศลผลบุญของการสวดไดโมขุ อย่าง ไรก็ตาม เช่นกัน ท่านกล่าว:
“อย่างไรก็ตาม จะมีความแตกต่างถ้าคนๆหนึ่งสวดในขณะเดียวกันทำการฝ่าฝืนหัวใจของพระสูตรนี้” (อ้างแล้ว)
ท่านเตือนพวกเราว่าถ้าพวกเราหันหลังให้กับหัวใจของสัทธรรมปุณฑริกสูตร พวกเราจะไม่สามารถได้รับกุศลผลบุญใดๆ ไม่ว่าพวกเราปฏิบัติอย่างขยันอย่างไร ดังนั้น พวกเราจะไม่มีวันบรรลุพุทธภาวะ
โดยการอ้างการดูหมิ่น 14 ประการ พระนิชิเร็น ไดโชนินอธิบายต่อว่าการฝ่าฝืนหัวใจของสัทธรรมปุณฑริกสูตรหมายถึงอะไร ท่านเขียน:
“สาเหตุแห่งความชั่วมี 14 ประการ: 1. ความทะนงตัว 2. ความละเลย 3. การแปลความหมายตามอำเภอใจ ที่เห็นแก่ตัว 4. ความเข้าใจผิวเผิน ตามความพอใจของตัวเอง 5. ความยึดติดกิเลส 6. ขาดความเข้าใจโดยปราศจากจิตใจใฝ่แสวงหา 7. ความไม่เชื่อ 8. ความรังเกียจ 9. ความสงสัยที่หลงผิด 10.การพูดให้ร้าย 11.การดูหมิ่น 12. ความเกลียดชัง 13. ความอิจฉา และ 14. ความเจ็บใจ การดูหมิ่นธรรมะ 14 ประการนี้มีผลต่อพระสงฆ์และผู้นับถือฆราวาสอย่างเท่าเทียมกัน” (อ้างแล้ว)
คำบรรยายสั้นๆเกี่ยวกับการดูหมิ่น 14 ประการมีดังต่อไปนี้:
1. ความทะนงตัว คือ มีท่าทียโสต่อศาสนาพุทธแท้และแสดงการดูถูก
2. ความละเลย คือ ย่อหย่อนและเกียจคร้านเกี่ยวกับการปฏิบัติศาสนาพุทธของตน
3. การแปลความหมายตามอำเภอใจ ที่เห็นแก่ตัว คือ ประเมินค่าศาสนาพุทธแท้ตามความคิดตามอำเภอใจของตน
4. ความเข้าใจผิวเผิน ตามความพอใจของตัวเอง คือ ประเมินค่าศาสนาพุทธ ซึ่งลึกซึ้งและกว้าง โดยใช้ความรู้ตื้นๆของตน
5. ความยึดติดกิเลส คือ เกิดความยึดติดความอยาก แสดงการดูถูกศาสนาพุทธแท้ และไม่แม้ แต่พยายามแสวงหาศาสนาพุทธแท้
6. ขาดความเข้าใจโดยปราศจากจิตใจใฝ่แสวงหา คนๆหนึ่งขาดความตั้งใจที่จะเข้าใจศาสนาพุทธแท้อย่างถูกต้อง
7. ความไม่เชื่อ หมายถึง คนๆหนึ่งไม่เชื่อศาสนาพุทธแท้
8. ความรังเกียจ คือ คนๆหนึ่งทำหน้าบูดเบี้ยวและประณามศาสนาพุทธแท้
9. ความสงสัยที่หลงผิด แสดงถึงคนๆหนึ่งที่สงสัยศาสนาพุทธแท้และหลงทาง
10. การพูดให้ร้าย คือ กล่าวร้ายและดูหมิ่นศาสนาพุทธแท้
11. การดูหมิ่น คือ ไม่เคารพผู้ที่นับถือศาสนาพุทธแท้และแสดงการดูถูก
12. ความเกลียดชัง คือ เกลียดชังผู้ที่นับถือศาสนาพุทธแท้
13. ความอิจฉา คือ อิจฉาและไม่พอใจผู้ที่นับถือศาสนาพุทธแท้
14. ความเจ็บใจ หมายถึง รังเกียจและเกลียดคนที่นับถือศาสนาพุทธแท้
ในบท “นิทานเปรียบเทียบ” (ฮิยุ;บทที่ 3) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร (โฮเคเคียว หน้า 175)บรรยาย ว่าการดูหมิ่น 14 ประการเหล่านี้เป็นเหตุชั่วที่จะทำให้ตกนรกอเวจีหลังจากเสียชีวิต การดูหมิ่นประการที่ 1 ถึงประการที่ 10 (ความทะนงตัวถึงการพูดให้ร้าย) ทำหน้าที่เตือนท่าทีความศรัทธาของบุคคลหนึ่งเอง การดูหมิ่นถัดมา (ตั้งแต่การดูหมิ่นถึงความเจ็บใจ) คือคำเตือนเกี่ยวกับความรู้สึกขุ่นเคืองต่อผู้ที่นับถือศาสนาพุทธแท้หรือดูหมิ่นพวกเขา
ข้อความหนึ่งในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายถึงนิอิเขะ” กล่าว:
“ถ้าบุคคลหนึ่งกระทำแม้แต่ข้อใดข้อหนึ่งในการดูหมิ่น 14 ประการ เขาจะไม่สามารถชดใช้การกระทำผิดของเขา” (ชินเพ็น หน้า 1456, สรุปความ)
และพวกเราถูกเตือนให้ใส่ใจการไม่ดูหมิ่นข้อแรกเป็นพิเศษ
“เมื่อผู้คนเริ่มศรัทธาพระสูตรนี้เป็นครั้งแรก ดูเหมือนว่าพวกเขามีความศรัทธาที่จริงใจ อย่าง ไรก็ตาม เมื่อพวกเขาปฏิบัติไปครึ่งทาง หลายคนมีความศรัทธาอ่อนลงและไม่ปรนนิบัติหรือไม่เคารพพระสงฆ์หรือไม่ทำบุญอีกต่อไป พวกเขาเกิดความคิดเห็นชั่วของพวกเขาเองอย่างทะนงตัว พวกเราต้องกลัวเรื่องนี้!” (ชินเพ็น หน้า 1457)
ข้อความนี้เตือนพวกเราให้ระวังการกระทำแห่งการดูหมิ่นข้อแรกแห่งความทะนงตัวในขณะที่พวกเราแสวงหาวิถีทางของพระพุทธะ
นอกจากนี้ ในบทธรรมนิพนธ์ “นิกายเน็มบุตสึ (สุขาวดี) นำไปสู่นรกแห่งความทรมานไม่สิ้น สุด” พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าว:
“การดูหมิ่น 14 ประการจะเกิดขึ้นจากการดูหมิ่นแห่งความไม่เชื่อ” (ชินเพ็น หน้า 39)
ท่านชี้ให้เห็นว่าการขาดความศรัทธาในที่สุดจะนำพวกเราไปสู่การดูหมิ่นศาสนาพุทธแท้ ความทะนงตัวของคนๆหนึ่งจะค่อยๆกลายเป็นท่าทีดูถูกพระรัตนตรัยแห่งพระพุทธะ ธรรมะ และพระ สงฆ์ ภายใต้สภาพเช่นนั้น บุคคลหนึ่งไม่เพียงจะไม่สามารถยอมรับคำสอนถูกต้องเท่านั้น แต่จะดูหมิ่นศาสนาพุทธแท้ด้วย พวกเราต้องกลัวเรื่องนี้อย่างแท้จริง
ในบทธรรมนิพนธ์ “คำถามและคำตอบว่าด้วยการนับถือสัทธรรมปุณฑริกสูตร” พระนิชิเร็น ไดโชนินเตือนอย่างเข้มงวดดังต่อไปนี้:
“ถ้าท่านพยายามเป็นพระพุทธะ ท่านควรจะวางธงแห่งความทะนงตัว ทิ้งไม้พลองแห่งความโกรธ และอุทิศชีวิตตัวท่านเองต่อเอกยานแห่งสัทธรรมปุณฑริกสูตรเท่านั้น ชื่อเสียงและเกียรติยศเป็นเพียงเครื่องประดับในชาตินี้ ความทะนงตัวและความยึดติดความเห็นที่อคติเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุพุทธภาวะของท่านในชาติหน้า ท่านควรจะรู้สึกละอายต่อพวกมัน! ท่านควรจะกลัวพวกมัน!”
(ชินเพ็น หน้า 296)
ในบทธรรมนิพนธ์ “จดหมายถึงนิอิเขะ” พระนิชิเร็น ไดโชนินบรรยายท่าทีที่พวกเราต้องรักษาเพื่อหยุดความรู้สึกทะนงตัว:
“แน่นอน จงเข้าหาพระสงฆ์ที่รู้หัวใจของพระสูตรนี้ จงฟังสิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับความจริงของธรรมะนี้ และเดินทางบนความศรัทธาของท่านต่อไป” (ชินเพ็น หน้า 1457)
ณ ที่นี้ “พระสงฆ์ที่รู้หัวใจของพระสูตรนี้” หมายถึง พระพุทธะแท้ (พระนิชิเร็น ไดโชนิน) ท่านสอนพวกเราว่ากุญแจสู่การรู้แจ้งอยู่ในความศรัทธาที่จริงใจของพวกเรา ซึ่งทำให้พวกเราสามารถปฏิบัติตามคำสอนของพระนิชิเร็น ไดโชนินอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ท่านเขียนในบทธรรมนิพนธ์ “เค้าโครงคำสอนศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธะซึ่งสอนตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์” :
“ถ้าไม่มีการส่งมอบมรดกธรรมะ ก็ไม่สามารถเข้าใจสัทธรรมปุณฑริกสูตร” (ชินเพ็น หน้า 92)
พวกเราต้องปฏิบัติตามคำชี้นำจากพระสังฆราชที่รับมอบสายเลือดมรดกธรรมะซึ่งมอบแก่บุคคลเดียว อย่างซื่อสัตย์ สิ่งจำเป็นคือการปฏิบัติที่จริงใจเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเราต้องทุ่มเทความพยายามสุดความสามารถในการปฏิบัติแต่ละวันคือสวดมนต์ทำวาระ สวดไดโมขุ ทำชะคุบุขุ และช่วยผู้อื่นพัฒนาความศรัทธาของผู้อื่น
ขอให้พวกเราสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวที่มั่นคงแห่งต่างกายใจเดียวระหว่างพระสงฆ์กับฆราวาสและทุ่มเทความพยายามสุดความสามารถในด้านความศรัทธาและการปฏิบัติของพวกเรา ขอให้พวกเราก้าวหน้าด้วยกันสู่เป้าหมาย การมีผู้นับถือฮกเคโกะ 800,000 คนในปี ค.ศ. 2021 การครบ 800 ปีแห่งการเกิดของพระนิชิเร็น ไดโชนิน (ผู้ก่อตั้งของพวกเรา) ซึ่งพระสังฆราชมอบแก่พวกเรา

ประเทศญี่ปุ่นเกิดความวุ่นวายในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10-11 จากกลุ่มที่มีหัวหน้าสืบเชื้อสายมาจากจักรพรรดิ เช่น ตระกูลไทระ(Taira)และตระกูลมินาโมโตะ(Minamoto), ที่มีบรรพบุรุษเป็นพระ โอรสของจักรพรรดิกับพระสนม, เข้าไปมีอำนาจในราชสำนัก เมื่อไทระ คิโยโมริสามารถปราบตระกูลคู่แข่งสำคัญคือมินาโมโตะได้อย่างราบคาบ ทำให้ไทระ คิโยโมริมีอำนาจเด็ดขาดในราชสำนักและได้ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี ญาติพี่น้องของคิโยโมริดำรงตำแหน่งสำคัญๆในราชสำนักและในหัวเมืองต่างๆ ปรากฏว่าการปกครองของตระกูลไทระนี้มีความเข้มงวดมาก จึงสร้างความไม่พอใจให้กับคนหลายกลุ่ม ในที่สุด จักรพรรดิที่สละราชย์, โกะ-ชิระกะวะ, จึงไปขอร้องตระกูลมินาโมโตะ,ภายใต้การนำของโยริโตโมะ,ให้มาช่วยปราบตระกูลไทระ จึงเกิดสงครามระหว่าง 2 ตระกูลคือสงครามเก็มเปอิ(Gempei)ระหว่างปีค.ศ.1180-1185 ผลของสงครามคือมินาโมโตะ โนะ โยริโตโมะมีชัยชนะเด็ดขาด ตระกูลไทระแพ้ยับเยิน
(ประวัติอารยธรรมญี่ปุ่น; รศ.พิพาดา ยังเจริญ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2539 หน้า 71-72, สรุปความ)

พระนิชิเร็น ไดโชนิน, มีความแตกต่างกันมากเพียงใดระหว่างกุศลผลบุญของไดโมขุที่ท่านสวด, กับกุศลผลบุญของไดโมขุที่พวกเราในฐานะลูกศิษย์และผู้ติดตามท่านสวด?
คำตอบ ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ทองคำที่คนโง่มีไม่ต่างจากทองคำที่คนฉลาดมี; ไฟซึ่งคนโง่จุดขึ้นมาก็เหมือนกับไฟซึ่งคนฉลาดจุดขึ้นมา (บทธรรมนิพนธ์ “การดูหมิ่นธรรมะ 14 ประการ”)

เช่นกัน มีความทะนงตัวอีกหมวดหนึ่งซึ่งเรียกว่า “ความทะนงตัว 8 ชนิด” ได้แก่
1.ความทะนงตัวเนื่องมาจากหน้าตาดี(good looks)
2.ความทะนงตัวเนื่องมาจากกำลัง(strength)
3.ความทะนงตัวเนื่องมาจากความร่ำรวย(wealth)
4.ความทะนงตัวเนื่องมาจากความเป็นอิสระ(independence)
5.ความทะนงตัวเนื่องมาจากชื่อเสียงหรือตระกูล(name or clan)
6.ความทะนงตัวเนื่องมาจากการกระทำที่ดีหรือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่(good or charitable deeds)
7.ความทะนงตัวเนื่องมาจากอายุ(age)
8.ความทะนงตัวเนื่องมาจากความฉลาด(cleverness)