กิเลสคือการรู้แจ้ง (บนโน โซะกุ โบได)

วัดไทเซคิจิ
คำบรรยายโอโกะ – มิถุนายน 2017

ในฐานะมนุษย์ปุถุชน พวกเรามีชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบากและความทุกข์ต่างๆ โดยพื้นฐานแล้ว
ไม่มีใครที่ดำเนินชีวิตโดยปราศจากความยากลำบากและความทุกข์ สำหรับบางคนนั้น
ความทุกข์ยากอย่างยิ่งเช่นนั้นเป็นสาเหตุสำหรับความเจ็บป่วย อย่างไรก็ตาม
ความทุกข์ยากอย่างยิ่งทำหน้าที่เป็นแรงขับเพื่อทำให้พวกเราสามารถดำเนินชีวิตที่เป็นประโยชน์ด้วย
ศาสนาพุทธอธิบายว่าสาเหตุสำหรับความยากลำบากและความทุกข์คือกิเลส ในทางตรงกันข้าม
ภูมิชีวิตที่สงบและสงบสุขที่พวกเราสามารถรู้สึกหลังจากที่ได้เอาชนะความยากลำบากและความทุกข์ด้วย
การยึดมั่นการปฏิบัติศาสนาพุทธของพวกเราอย่างถูกต้องคือการรู้แจ้ง
ทัศนะของพวกเราต่อสิ่งต่างๆและธรรมชาติของชีวิตของพวกเราจะต่างกันอย่างมาก
ขึ้นอยู่กับว่าพวกเรามีความเห็นว่ากิเลสกับการรู้แจ้งนั้นต่างกันและแยกจากกันอย่างสิ้นเชิง
หรือพวกเรามีความเห็นว่าทั้งสองเป็นตัวตนที่ถูกรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ในบทธรรมนิพนธ์ “ว่าด้วยความหมายของตัวตนแท้จริงของเมียวโฮ-เร็งเง- เคียว” พระนิชิเร็น
ไดโชนินกล่าว:
“ผู้ที่ละทิ้งคำสอนกุศโลบายอย่างซื่อสัตย์ ศรัทธาสัทธรรมปุณฑริกสูตรเท่านั้น และสวดนัม-
เมียวโฮ-เร็งเง- เคียว จะเปลี่ยน 3 หนทางแห่งกิเลส กรรม และความทุกข์เป็นคุณธรรม 3
ประการแห่งธรรมกาย ปัญญา และความหลุดพ้น (วิมุตติ) 3 การไตร่ตรองและ 3
สภาวะจะปรากฏในจิตใจของพวกเขาทันที
และสถานที่ซึ่งพวกเขาอาศัยจะเป็นดินแดนแห่งแสงสงบสุขตลอดกาล”
(ชินเพ็น หน้า 694)
ขอให้พวกเราศึกษาเกี่ยวกับข้อความจากบทธรรมนิพนธ์ของเดือนนี้
ศาสนาพุทธสอนหลักการ 3 หนทาง (ซัมโด) แห่งกิเลส กรรม และความทุกข์ กิเลส ณ ที่นี้ หมายถึง
ความอยากและความวุ่นวายใจในชีวิตของผู้คนทั่วไป และกิเลสหมายถึงความหลงผิดทั้งหมด อาทิ
ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความทะนง และความสงสัย
ซึ่งทำหน้าที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติศาสนาพุทธของพวกเราและขัดขวางพวกเรามิให้บรรลุการรู้แจ้ง
ผู้คนเจ็บปวดและทนทุกข์เนื่องมาจากความอยากต่างๆของตน ยกตัวอย่าง
ถ้าผู้คนมุ่งความสนใจไปที่การกระทำเพื่อกำไรเท่านั้น ในที่สุด
พวกเขาจะถูกโดดเดี่ยวจากครอบครัวและสังคม ถ้าธุรกิจของพวกเขาเน้นที่กำไรเท่านั้น เมื่อนั้น
ลูกค้าของพวกเขาจะค่อยๆจากไป
และในสมัยใหม่เราจะพบว่ามีผู้คนจำนวนมากที่สนใจแต่ผลประโยชน์ของพวกเขาเองเท่านั้น
ในการปฏิบัติศาสนาพุทธของพวกเรา
สิ่งสำคัญสำหรับพวกเราคือไม่พอใจเฉพาะผลประโยชน์และความพึงพอใจของพวกเราเองเท่านั้น
ยกตัวอย่าง การทำบุญอย่างจริงใจคือองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งในการปฏิบัติ

มีนิทานเปรียบเทียบเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ “เปลวไฟเปลวเดียวของหญิงยากจน” ในพระสูตร
“คำพยากรณ์พุทธภาวะแก่พระเจ้าอชาตศัตรู”
ครั้งหนึ่ง พระเจ้าอชาตศัตรูเชิญพระศากยมุนีพุทธะมาและเทศนาธรรม
พระศากยมุนีแสดงคำเทศนาและในระหว่างทางกลับเชตวันวิหาร
กษัตริย์จัดเตรียมตะเกียงน้ำมันลินินหลายดวงเพื่อส่องทางแด่พระพุทธะตามจุดที่จำเป็น
หญิงชรายากจนคนหนึ่งอยากจะทำบุญแสงสว่างแด่พระพุทธะ
เธอผ่านความลำบากมามากเพื่อรวบรวมเงินเล็กน้อยไปซื้อน้ำมันลินิน และเธอก็สามารถทำบุญแสงสว่าง
เมื่อ เวลาผ่านไประยะหนึ่ง เปลวไฟส่วนใหญ่ในตะเกียงซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูถวายก็เริ่มสลัวหรือดับ
ในระหว่างนั้น ถึงแม้ว่าตะเกียงของหญิงชรามีน้ำมันเล็กน้อยเท่านั้น
แต่เปลวไฟมีแสงจ้ามากขึ้นและให้แสงสว่างอย่างต่อเนื่อง
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ากุศลผลบุญแห่งการทำบุญที่จริงใจของหญิงชรายากไร้มากยิ่งกว่ากุศลผลบุญแห่งกา
รทำบุญยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ที่ดำเนินชีวิตสะดวกสบายและหรูหรา ดังนั้น
ผู้ที่ทำบุญอย่างไม่เห็นแก่ตัวและบริสุทธิ์ใจและจริงใจจะได้รับกุศลผลบุญยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตาม
มนุษย์มีความโลภมาแต่กำเนิดและไม่รู้ว่าจะพอเมื่อใด ดังนั้น
ความยากลำบากและความทุกข์ของพวกเขาจึงล้ำลึกและรุนแรง
องค์ประกอบต่อมา คือ กรรม ซึ่งหมายถึงหน้าที่ของ 3 หนทางแห่งการกระทำ คือ ความคิด คำพูด
และการกระทำ ที่เกิดจากกิเลส บางครั้ง พวกเราอาจจะเพิ่มความทุกข์ของพวกเราด้วยการกระทำทางกาย
วาจา และใจของพวกเราเอง
ตัวอย่างของเรื่องนี้คือพฤติกรรมไม่สุภาพที่พวกเราอาจจะแสดงต่อผู้อื่น ถ้าพวกเราใช้คำด่า
การประจบ หรือคำพูดเหยียดหยามและถ้าพวกเราทะนงตัวหรือรู้สึกขุ่นเคืองผู้อื่นในหัวใจ
พวกเราจะสะสมกรรมด้านลบ ซึ่งจะทำให้เกิดความยากลำบากและความทุกข์ในชีวิตของพวกเรา
สุดท้าย ความทุกข์หมายถึงความทุกข์ 4 ชนิดและความทุกข์ 8 ชนิด ความทุกข์ 4 ชนิดคือการเกิด
การแก่ ความเจ็บป่วยและความตาย ในฐานะมนุษย์ปุถุชน
พวกเราไม่สามารถหลีกหนีความทุกข์แห่งความจริงเหล่านี้ของชีวิต
คุณธรรม 3 ประการ (ซัมโตกุ) คือธรรมกาย ปัญญา และความหลุดพ้น คุณธรรม 3 ประการ
บรรยายถึงคุณธรรมของพระพุทธะจาก 3 มุมมอง ธรรมกาย (dharma-kaya) หมายถึง
ตัวตนของพระพุทธะ (ความจริงสูงสุดซึ่งพระพุทธะเข้าใจ) ปัญญา (prajna)
คือการรับรู้ของพระพุทธะอย่างฉลาด
ทำให้พระองค์สามารถเข้าใจธรรมชาติแท้จริงของสรรพสิ่งอย่างถูกต้อง และความหลุดพ้น (vimukti)
บรรยายถึงคุณธรรมของพระพุทธะที่ทำให้พระองค์สามารถตัดโซ่แห่งกิเลสทั้งหมดและหลีกหนีความทุกข์แห่งการเกิดและความตาย

พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ “ว่าด้วยความหมายของตัวตนแท้จริงของเมียวโฮ-
เร็งเง-เคียว” ดังต่อไปนี้: “ผู้ที่ละทิ้งคำสอนกุศโลบายอย่างซื่อสัตย์ ศรัทธาสัทธรรมปุณฑริกสูตรเท่านั้น
และสวดนัม-เมียวโฮ- เร็งเง-เคียว จะเปลี่ยน 3 หนทางแห่งกิเลส กรรม และความทุกข์เป็นคุณ ธรรม 3
ประการแห่งธรรมกาย ปัญญา และความหลุดพ้น (วิมุตติ) 3 การไตร่ตรองและ 3
สภาวะจะปรากฏในจิตใจของพวกเขาทันที
และสถานที่ซึ่งพวกเขาอาศัยจะเป็นดินแดนแห่งแสงสงบสุขตลอดกาล” (ชินเพ็น หน้า 694)
ดังนั้น โดยการนับถือโกฮนซนแห่งมหาธรรมเร้นลับ 3 ประการและการสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-
เคียวอย่างจริงใจ, พวกเราสามารถได้รับกุศลผลบุญแห่งหลักการ “3 หนทางในตัวมันเองคือคุณธรรม 3
ประการ” (ซัมโด โซะกุ ซัมโตกุ) นอกจากนี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินเขียนในบทธรรมนิพนธ์
“จดหมายตอบชิโจ คิงโงะ” ดังต่อไปนี้:
“จงเห็นว่าความทุกข์เป็นความทุกข์และเข้าใจว่าความสุขเป็นความสุข
จงถือว่าทั้งความทุกข์และความสุขเป็นไปตามที่มันเป็น และสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง- เคียวต่อไป แท้ที่จริง
นี่คือสภาพความสุขไม่มีขอบเขตจากธรรมะ” (ชินเพ็น หน้า 991)
ในประเทศญี่ปุ่นมีสุภาษิตบทหนึ่ง: “ความล้มเหลวคือที่มาของความสำเร็จ” ความเจ็บปวดและ
ความทุกข์มาพร้อมกับความล้มเหลว อย่างไรก็ตาม สามารถใช้ความล้มเหลวนั้นให้เป็นประโยชน์ก่อ
ให้เกิดความสำเร็จในอนาคต กล่าวอีกนัยหนึ่ง จะประสบความสำเร็จได้เนื่องจากมีความล้มเหลวและ
ในทำนองเดียวกัน ความยากลำบากทำให้ความสุขและความสะดวกสบายมีความหมาย ถ้าชีวิต
ประจำวันของพวกเราเป็นวันที่มีแต่ความสุขต่อเนื่อง พวกเราจะไม่มีวันตระหนักในคุณค่าของความ สุข
ในความเป็นจริงแล้ว
พวกเราสามารถยอมรับและทะนุถนอมความสุขอย่างแท้จริงหลังจากประสบความยากลำบากและความทุ
กข์เท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภายในความยากลำบากมีเมล็ดแห่งความสุข
พวกเราต้องสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-
เคียวด้วยความศรัทธาสมบูรณ์ต่อโกฮนซนและยึดมั่นการปฏิบัติเพื่อพวกเราเองและเพื่อผู้อื่นอย่างขยัน
เมื่อนั้น พวกเราจึงสามารถยอมรับความจริงของความทุกข์และความสุขตามที่มันเป็น,
และบรรลุภูมิชีวิตที่สงบและสงบสุขซึ่งพวกเราไม่ได้รับอิทธิพลจากความยากลำบากและความสุข
ภูมิชีวิตพุทธะที่สมบูรณ์นี้ ซึ่งเขายังคงไม่ได้รับอิทธิพลจากความยาก ลำบากและความสุข ถูกเรียกว่า
“ความสุขไม่มีขอบเขตจากธรรมะ” (จิจุ โฮระกุ)
ณ บ่อเกิดของความทุกข์ ที่หลายคนประสบซึ่งมาจากกิเลสในรูปแบบต่างๆ
คือการขาดปัญญาของพวกเขา ซึ่งขัดขวางมิให้พวกเขาเข้าใจความจริง
ศาสนาพุทธอธิบายหลักการ 3 สภาวะ (ซัมไท) คือ ศูนยตาสภาวะ โลกียสภาวะ และมัธยมสภาวะ
เพื่อที่จะอธิบาย 3 สภาวะ ขอให้พวกเราใช้ตัวอย่างของรถยนต์
รถยนต์คันหนึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนมากมาย อาทิ ยางล้อรถ พวงมาลัยรถ และประตู
ถ้าพวกเราถอดชิ้นส่วนเหล่านี้ ทีละชิ้น และถอดออกหมด รถยนต์คันนั้นจะไม่เป็นรถยนต์อีกต่อไป

ในลักษณะนี้ ชีวิตทุกรูปแบบบนโลกนี้ในที่สุดไม่มีตัวตนแน่นอนอย่างชัดเจน
นี่คือแนวความคิดเรื่องศูนยตาสภาวะ(คู)
เมื่อชิ้นส่วนถูกประกอบขึ้นใหม่และ เนื่องมาจากการกระทำนี้ บัดนี้มีรถยนต์คันหนึ่ง
สภาพนี้ถูกเรียกว่าโลกียสภาวะ (เคะ)
สภาพของสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นโลกียสภาวะ แต่เป็นศูนยตาสภาวะ
ในขณะที่อาจไม่ได้เป็นศูนยตาสภาวะแต่เป็นโลกียสภาวะ มัธยมสภาวะ (จู)
คือหลักการที่มีแนวโน้มไม่ได้เป็น สภาวะใดสภาวะหนึ่งและสามารถครอบคลุมทั้งสองอย่างครบถ้วน
เมื่อ 3 สภาวะแห่งศูนยตาสภาวะ โลกียสภาวะ
และมัธยมสภาวะเชื่อมโยงซึ่งกันและกันและรวมเป็นหนึ่งเดียว เรียกว่าการรวมตัวกันของ 3 สภาวะ (เอ็นยู
โนะ ซัมไท) หลักการนี้แสดงธรรมชาติแท้จริงของปรากฏการณ์ทั้งหมด
เนื่องจากพวกเราไม่สามารถสังเกตแก่นแท้ของ 3 สภาวะ
พวกเราจึงประสบความยากลำบากและความทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บ่อยครั้ง
พวกเราหลงใหลในเรื่องโลกียสภาวะที่อยู่ต่อหน้าต่อตาของพวกเรา เนื่องมาจากกิเลสเหล่านี้ ดังนั้น
พวกเราจึงทุกข์
3 การไตร่ตรองในเอกจิต (อิดชิน ซัมงัน) คือการปฏิบัติสมาธิแห่งการสังเกตหลักการแท้จริงของ 3
สภาวะแห่งศูนยตาสภาวะ โลกียสภาวะ และมัธยมสภาวะ การปฏิบัติรูปแบบนี้อยู่ในสมัยรูปธรรม
พวกเรา อยู่ในสมัยปัจฉิมธรรม ไม่สามารถปฏิบัติได้ อย่างไรก็ตาม พวกเราโชคดีที่สามารถสวด นัม-
เมียวโฮ-เร็งเง- เคียวต่อโกฮนซน ซึ่งมีมหาธรรมเร้นลับ 3 ประการบริบูรณ์
โดยการทำเช่นนั้นไม่มีความวุ่นวายใจใดๆ จะปรากฏกุศลผลบุญแห่งการปฏิบัติ 3
การไตร่ตรองในเอกจิตในตัวพวกเราอย่างเป็นธรรมชาติ
ทำให้พวกเราสามารถบรรลุภูมิชีวิตสงบแห่งการรู้แจ้งในรูปกายปัจจุบันของพวกเรา
หลังจากนั้น ธรรมชาติพุทธะภายในพวกเราแต่ละคนจะถูกปลุกให้ตื่น และ 3 หนทางแห่งกิเลส
กรรม และความทุกข์จะถูกเปลี่ยนเป็นคุณธรรม 3 ประการแห่งธรรมกาย ปัญญา และความหลุดพ้น
และพวกเราจะสามารถบรรลุภูมิชีวิตที่สงบและสงบสุข
พูดง่ายๆว่า เหมือนความทุกข์คือเมล็ดนำสู่ความสุข กิเลสคือบ่อเกิดของการรู้แจ้ง
ด้วยกุศลผลบุญของการสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง- เคียว
พวกเราสามารถเปลี่ยนความยากลำบากและความทุกข์ต่างๆของพวกเราเป็นชีวิตที่มีคุณค่าและอิ่มอกอิ่มใจ
แท้จริง
หนทางที่จะทำให้พวกเราสามารถเอาชนะความทุกข์ทั้งหมดอย่างแท้จริงคือการยึดมั่นความศรัทธาและกา
รปฏิบัติโดยไม่ย่อหย่อนในศาสนาพุทธแท้จริงของพระนิชิเร็น ไดโชนิน
พระสังฆราชองค์ที่ 68 พระนิชิเนียว โชนินมอบคำแนะนำแก่พวกเราดังต่อไปนี้:
“ทุกคนมีกิเลส กรรม และความทุกข์ ในทางกลับกัน
หมายความว่าพวกเราทุกคนมีเหตุจำเป็นเพื่อการรู้แจ้งมาแต่กำเนิด ดังนั้น

พลังของไดโมขุจึงยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง 3 หนทางแห่งกิเลส กรรม และความทุกข์
ซึ่งคือสาเหตุพื้นฐานแห่งความชั่วภายในตัวพวกเรา สามารถถูกเปลี่ยนเป็นคุณธรรม 3
ประการแห่งธรรมกาย ปัญญา และความหลุดพ้น ซึ่งคือคุณธรรมของพระพุทธะ
ในที่นี้คือความหมายของหลักการ “3 หนทางในตัวมันเองคือคุณธรรม 3 ประการ” ”
(วารสารได-นิชิเร็น ฉบับ 845 หน้า 34)
เนื่องจากผู้คนในสังคมไม่รู้จักศาสนาพุทธของพระนิชิเร็น ไดโชนิน
พวกเขาจึงได้รับความทุกข์ทรมานจากกิเลส กรรม และความทุกข์อยู่เสมอ
โชคดีสำหรับพวกเราที่พวกเราสามารถพบศาสนาพุทธแท้ของพระนิชิเร็น ไดโชนิน
ซึ่งทำให้พวกเราสามารถเปลี่ยนความยากลำบากและความทุกข์เป็นภูมิชีวิตที่สงบและสงบสุข
เนื่องมาจากความซาบซึ้งในบุญคุณสำหรับโชคลาภที่ดีของพวกเรา
ขอให้พวกเราทำชะคุบุขุและบอกศาสนาพุทธแท้ของพระนิชิเร็น ไดโชนินแก่ผู้ที่ยังไม่เคยรู้จัก
ขณะที่พวกเราก้าวหน้าด้วยการทุ่มเทสู่ความสำเร็จของการมีผู้นับถือฮกเคโกะ 800,000
คนในปีค.ศ. 2021 การครบ 800 ปีแห่งการเกิดของผู้ก่อตั้ง พระนิชิเร็น ไดโชนิน ของพวกเรา
ขอให้พวกเรา แต่ละเขต ให้ความสนใจการบรรลุเป้าหมายชะคุบุขุของปีนี้
ข้อความเสริม
พระเจ้าอชาตศัตรู: ชื่อของพระเจ้าอชาตศัตรูถูกแปลเป็นมิโชอน ซึ่งหมายถึง “ศัตรูก่อนเกิด”
วลีนี้หมายความว่าแม้แต่ก่อนเกิด พระเจ้าอชาตศัตรูโกรธแค้นบุคคลหนึ่ง
ศัตรูคนนั้นคือพระราชบิดาของเขา
ก่อนประสูติกาลของเจ้าชายอชาตศัตรู พระเจ้าพิมพิสารซึ่งไม่มีรัชทายาท
รอเจ้าชายมาประสูติอย่างร้อนพระทัย
พระองค์ปรึกษาโหรหลวงที่บอกพระองค์ว่ามีฤาษีตนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในภูเขา
หลังจากเขาตายจะมาเป็นโอรสในครรภ์ชายาของพระองค์และประสูติเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร
ตามข้อมูลนี้ซึ่งมาจากโหรหลวง พระองค์บัญชาให้ข้าราชบริพารค้นหาฤาษีตนนี้ในภูเขา
และพบฤาษีตนนี้แล้ว
เนื่องจากพระเจ้าพิมพิสารขาดความอดทนและไม่สามารถรอโอรสของพระองค์ประสูติได้อีกต่อไป
พระองค์วางแผนทำให้ฤาษีตนนั้นตายก่อนกำหนด
พระองค์ตัดเส้นทางลำเลียงอาหารและน้ำทั้งหมดที่ไปถึงฤาษีและทำให้เขาอดอาหารตาย
หลังจากนั้นไม่นาน ชายาของพระองค์ตั้งครรภ์ ต่อมาโหรหลวงพยากรณ์ว่าเนื่องจากเด็กที่ยังไม่เกิด
ในอดีตชาติถูกพ่อที่เป็นพระราชาฆ่าด้วยการทำให้อดอาหารตาย
โอรสจะประสูติมาพร้อมกับความโกรธแค้นต่อพระราชบิดาและจะเติบโตเป็นศัตรูของพระองค์
เด็กคนนี้จึงถูกตั้งชื่ออชาตศัตรู หรือ “ผู้ที่เป็นศัตรูก่อนเกิด”
เมื่อพระเจ้าพิมพิสารได้ฟังคำพยากรณ์นี้ พระองค์ไม่สบายพระทัยมาก พระองค์ไม่สามารถยอม
รับความจริงที่ว่าโอรสของพระองค์จะเป็นศัตรูของพระองค์หลังจากเขาเติบโต

พระองค์ตัดสินใจจบชีวิตของเด็กชายคนนี้ในขณะที่เขายังเป็นทารก
พระองค์บัญชาให้นำทารกนี้ไปทิ้งจากหอคอย เจ้าชายอชาตศัตรูนิ้วหัก
แต่ร่างกายส่วนงอื่นไม่ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากไม่สามารถฆ่าเจ้าชายอชาตศัตรู
พระเจ้าพิมพิสารตัดสินใจเลี้ยงดู
พระเจ้าอชาตศัตรูเติบโตเป็นเจ้าชายที่ดี แต่พระองค์คบหาสมาคมกับมิตรเลว (พระเทวทัต)
ด้วยความมั่นใจ
พระเทวทัตบอกเจ้าชายว่าเขาวางแผนปลงพระชนม์พระศากยมุนีและสถาปนาตัวเขาเองเป็นพระพุทธะอง
ค์ใหม่ เขายุยงพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระราชบิดาเพื่อสถาปนาตัวเองเป็นพระราชาองค์ใหม่
ในคำตอบ เจ้าชายปฏิเสธข้อเสนอของพระเทวทัตที่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายทันที
เขาบอกพระเทวทัตว่าเขาไม่เคยแม้แต่จะคิดปลงพระชนม์พระราชบิดา อย่างไรก็ตาม
พระเทวทัตเปิดเผยให้พระเจ้าอชาตศัตรูทราบว่าพระราชบิดาของเจ้าชาย
พระราชาพยายามฆ่าเขามาแล้วในขณะที่เขาเป็นทารก โดยการทิ้งลงมาจากหอคอย แต่ไม่สำเร็จ
เจ้าชายเสียพระทัยเมื่อทราบว่าพระราชบิดาพยายามฆ่าเขา เขาตกอยู่ใต้อำนาจของพระเทวทัต ดังนั้น
พระเจ้าอชาตศัตรูกักขังพระราชบิดาและไม่อนุญาตให้ส่งอาหารให้พระองค์
ช่างน่าประหลาด พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งก่อนประสูติกาลในชาติก่อนเป็นฤาษีตนหนึ่ง
อดอาหารตายเมื่อพระเจ้าพิมพิสารปิดเส้นทางลำเลียงอาหารและน้ำทั้งหมด
หลังจากมาเกิดใหม่พระเจ้าอชาตศัตรูสร้างกรรมต่อพระราชบิดาเหมือนกัน
เหตุการณ์นี้หมายถึงวัฏจักรของกรรมด้านลบที่มีมาแต่กำเนิด
พระนางวิเท่ห์ ชายาของพระเจ้าพิมพิสารและพระราชมารดาของพระเจ้าอชาตศัตรู
กังวลที่พระสวามีถูกกักขังและถูกปล่อยให้อดอาหารตาย
นางนำน้ำผึ้งทาพระวรกายและไปเยี่ยมพระเจ้าพิมพิสารที่ถูกกักขัง
นางสามารถขัดขวางมิให้พระสวามีอดอาหารจนสวรรคตโดยให้พระองค์เสวยน้ำผึ้ง
เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทราบเช่นนี้ พระองค์โกรธมากและกักขังพระราชมารดา ในที่สุด
พระเจ้าพิมพิสารสวรรคตเนื่องมาจากการควบคุมของพระเจ้าอชาตศัตรู โดยวิธีนี้
พระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระราชบิดา (บางตอนของคำเทศนาบทธรรมนิพนธ์ “เปิดดวงตา” (35 b)
โดยพระ สังฆราชนิคเค่น โชนิน 24 เมษายน 1993 ในระหว่างธรรมะสัญจร ณ ศูนย์เผยแผ่ระดับตำบล
จังหวัดชิบะ)
วารสารนิชิเร็น โชชูรายเดือน ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2004 หน้า 6-7
“เรื่องราวเรื่องที่ 2 เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “เปลวไฟเปลวเดียวของหญิงยากจน”
มีหญิงชรายากจนคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองราชคฤห์ เธอเห็นพระราชาแห่งมคธส่งเกวียน
ที่บรรทุกน้ำมันเมล็ดลินินจำนวน 18,000 ลิตรเป็นของถวายแด่พระศากยมุนี ท่าทีเช่นนี้ทำให้เธอ
เกิดความรู้สึกประทับใจและตัดสินใจว่าเธอจะถวายน้ำมันเติมโคมไฟแด่พระพุทธะ อย่างไรก็ตาม
หญิงชรายากจนมากจนกระทั่งเธอไม่มีแม้แต่เงินซื้ออาหารมื้อต่อไป

ดังนั้น หญิงชราตัดผมของเธอและขายเพื่อนำไปซื้อน้ำมันถวายพระพุทธะ ในเวลานั้น
พ่อค้าน้ำมันถามหญิงชรา “หญิงชรา ดูเหมือนว่าเจ้ายากจน
ทำไมเจ้าจึงไม่ใช้เงินนี้ไปซื้ออาหารเพื่อตัวเจ้าเองเล่า?
ชีวิตของเจ้าไม่สามารถยืนยาวด้วยน้ำมันเติมโคมไฟนี้...”
หญิงชราตอบ “ฉันได้ยินมาว่าพวกเราสามารถพบพระพุทธะครั้งเดียวเท่านั้นใน 100 กัลป์ –
ระยะเวลาที่นานมาก ฉันโชคดีพอที่ได้มาเกิดในสมัยของพระพุทธะ
ถึงแม้ว่าฉันเกิดมาบนโลกนี้ในสมัยเดียวกับพระพุทธะ ซึ่งเป็นโอกาสที่หายากอย่างยิ่ง
ฉันยากจนมากจึงไม่สามารถถวายสิ่งของใดๆแด่พระองค์ อย่างไรก็ตาม
เมื่อฉันเห็นพระราชาถวายน้ำมันจำนวนมากแด่พระพุทธะ ฉันตัดสินใจถวายน้ำมันแด่พระพุทธะเช่นกัน
การที่สามารถมีชีวิตถึงวันพรุ่งนี้เป็นเปลวไฟเปลวเดียวในชีวิตของฉันเท่านั้น
โดยการถวายน้ำมันนี้แด่พระพุทธะ ฉันจะสามารถหลีกหนีความทุกข์แห่งชีวิตและความตาย
มันจะทำให้ฉันบรรลุการรู้แจ้ง” คำพูดเช่นนั้น หญิงชราถวายน้ำมันแด่พระศากยมุนีอย่างดีอกดีใจ
ตอนเย็นวันนั้น ลมแรงพัดผ่านเมืองราชคฤห์ เปลวไฟในเมืองที่ถูกจุดขึ้นก็ดับลงทั้งหมด
เปลวไฟซึ่งถูกจุดขึ้นจากน้ำมันของพระราชาก็ไม่มีข้อยกเว้น อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าแปลกประหลาด
เปลวไฟซึ่งถูกจุดขึ้นจากน้ำมันของหญิงชราทนต่อลมแรง น้ำมันไม่มีหมดและเปลวไฟลุกโชติช่วงต่อไป
เนื่องมาจากการกระทำนี้ หญิงชราสามารถทำให้กุศลผลบุญทั้งหมดที่เธอเคยสะสมจากอดีต
ชาติปรากฏ และเธอได้รับการรับรองการรู้แจ้งจากพระศากยมุนี
ทำไมเปลวไฟเปลวเดียวจากน้ำมันซึ่งหญิงชราถวายจึงไม่ดับ? มันยังคงลุกไหม้เนื่องจาก
ขณะที่หญิงชราถวายน้ำมันแด่พระพุทธะ เธอพร้อมที่จะตายในวันถัดไปและมอบชีวิตแด่พระพุทธองค์
เธอไม่ได้แสวงหาอาหารทั้งๆที่เธอต้องการแต่ ตรงกันข้าม เธอพยายามซื้อน้ำมันถวายพระพุทธะ”
(บางตอนจากคำบรรยายโอโกะ -พฤศจิกายน 2004 วัดเมียวชินจิ “เศรษฐีสุทัตต์”)
ในพระสูตร “ว่าด้วยคนฉลาดและคนโง่” (เค็นงุ-เคียว) เล่าเรื่องราวของ “ตะเกียงของหญิงยากจน”
“นานมาแล้ว (ในเมืองสาวัตถี)มีหญิงยากจนคนหนึ่งนามนันทะ เนื่องมาจากเหตุชั่วของเธอในอดีต
เธอจึงยากจนมาก นันทะตัดสินใจเปลี่ยนสภาพความเป็นอยู่ของชีวิตเธอ
เธอตั้งใจแน่วแน่ที่จะถวายตะเกียงแด่พระพุทธะ
เธอขอทานบนถนนและในที่สุดได้เหรียญกษาปณ์จำนวนเล็กน้อย เธอพอใจในสิ่งที่หามาได้
เธอพยายามซื้อน้ำมัน 1 ขวดเล็ก แต่เงินจำนวนนั้นไม่พอ อย่างไรก็ตาม
เมื่อพ่อค้าได้ยินเกี่ยวกับสภาวะที่เคราะห์ร้ายของเธอ เขาสงสารเธอและยอมขายน้ำมันแก่เธอ
หญิงยากจนไปเข้าเฝ้าพระศากยมุนีและพูด “เนื่องจากกุศลผลบุญของการถวายครั้งนี้
ดิฉันอยากจะไปเกิดเป็นคนฉลาดในชาติหน้า เพื่อที่ดิฉันจะสามารถขจัดความทุกข์ของทุกคน”
เนื่องจากน้ำมันซึ่งเธอถวายแด่พระพุทธะมีจำนวนน้อยมาก
ทุกคนพากันคิดว่าอีกไม่นานน้ำมันจะหมดลงและไฟดับในไม่ช้า อย่างไรก็ตาม

น้ำมันในตะเกียงของเธอทำให้ไฟสว่างได้นานกว่าน้ำมันในตะเกียงซึ่งเศรษฐีถวาย พระศากยมุนีอธิบายว่า
“ตะเกียงของเธอไม่ดับเนื่องจากเธอมีความตั้งใจแน่วแน่อันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยเหลือทุกคน”
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าตะเกียงซึ่งหญิงยากจนถวายด้วยใจกว้างมีค่ามากกว่าตะเกียงซึ่งเศรษฐีถวาย
เรื่องนี้สอนพวกเราว่าความจริงใจของพวกเราในการทำโกคุโยสำคัญมากกว่าปริมาณของการทำโก
คุโย(บางตอนจากคำบรรยายโอโกะ เดือนกรกฎาคม 2009 ณ วัดใหญ่
“ความหมายและกุศลผลบุญของการทำบุญ”)
3 หนทาง: กิเลส กรรม และความทุกข์ เรียกว่า “หนทาง” (paths) เนื่องจากสิ่งหนึ่งนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง
กิเลสรวมถึง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความทะนง ความสงสัย เป็นต้น
และดลใจให้กระทำซึ่งสร้างกรรมชั่ว ผลของกรรมชั่วนี้ต่อมาปรากฏตัวมันเองเป็นความทุกข์
ความทุกข์ตามลำดับ เพิ่มกิเลสให้มากขึ้น ซึ่งดลใจให้กระทำอย่างโง่เขลาต่อไป
ก่อให้เกิดกรรมชั่วมากขึ้นและความทุกข์มากขึ้น การติดอยู่ในวัฏจักรนี้ ผู้คนทนทุกข์ใน 6 หนทางหรือ 6
ภูมิต่ำ

คุณธรรม 3 ประการ: 1) คุณลักษณะแห่งเจ้านาย (ชุ) อาจารย์ (ชิ) และบิดามารดา (ชิน)
ซึ่งเป็นคุณสมบัติของพระพุทธะ คุณธรรมแห่งเจ้านายคือพลังเพื่อคุ้มครองมวลมนุษย์
คุณธรรมแห่งอาจารย์คือปัญญาเพื่อสอนและนำมวลมนุษย์ไปสู่การรู้แจ้ง
และคุณธรรมแห่งบิดามารดาหมายถึงความเมตตาเพื่อฟูมฟักและสนับสนุนมวลมนุษย์
2) 3 คุณธรรมแห่งธรรมกาย (ฮสชิน) ปัญญา (ฮันเนียะ) และความหลุดพ้น (เกะดัสสึ) ซึ่งพระพุทธะมี