การสวดมนต์อุชิโตระคืออะไร?
คำถาม: 
การสวดมนต์อุชิโตระคืออะไร?
คำตอบ: 

คำถามและคำตอบว่าด้วยพื้นฐานการปฏิบัติของนิชิเร็น โชชู
จาก www.myohoji.nst.org/Basics of Practice

การสวดมนต์อุชิโตระถูกปฏิบัติทุกเช้า ณ วัดใหญ่ไทเซคิจิ
การสวดมนต์อุชิโตระถูกกล่าวถึงว่าเป็นการสวดมนต์ทำวาระซึ่งพระสังฆราชที่เป็นอาจารย์แห่งที่นั่งธรรม
ะเป็นผู้ประกอบพิธีในหอรับรอง (เคียะกุเด็น) ณ วัดใหญ่เวลาตี 2 ครึ่ง ใน
“ระเบียบปฏิบัติภายหลังการดับขันธ์ของพระนิคโค โชนิน” ซึ่งพระสังฆราชองค์ที่ 2 พระนิคโค
โชนินมอบหน้าที่แก่พระสังฆราชองค์ที่ 3 พระนิชิโมขุโชนินกล่าว
“จงสวดมนต์ทำวาระและรอเวลาการโคเซ็น-รุฝุ” (ชินเพ็น หน้า 1883)
การสวดมนต์อุชิโตระถูกปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การสร้างวัดใหญ่ไทเซคิจิในปี ค.ศ.
1290ตั้งแต่สมัยของพระสังฆราชองค์ที่ 2 พระนิคโค โชนิน
พระสังฆราชประกอบพิธีสวดมนต์อุชิโตระทุกเช้า ณ เวลาตี 2 ครึ่ง-ช่วงกลางคืน-
เพื่อสันติสุขของโลกและเพื่อการบรรลุการรู้แจ้งของมวลมนุษย์
“อุชิ” (丑วัว) และ “โตระ”(寅เสือ) เป็นอักษรจีนที่มีความยาก
แต่อาตมาอยากจะอธิบายความหมายแสดงโดยใช้อักษร
ประการแรก อุชิโตระชี้ให้เห็นเวลาเฉพาะเจาะจง บางที พวกท่านส่วนใหญ่ออกจากบ้านในช่วง 8
นาฬิกาเพื่อไปโรงเรียนหรือทำงานและพักรับประทานอาหารกลางวันราวๆเวลาเที่ยง ในปัจจุบันนี้
พวกเราระบุเวลาด้วยตัวเลข แต่ญี่ปุ่นสมัยโบราณ เวลาถูกแสดงด้วย 12 ราศีในจักรราศีสำหรับวัน เวลา
และทิศ สัตว์ 12 ชนิดในจักรราศีของชาวจีนคือ หนู วัว เสือ กระต่าย มังกร งู ม้า แกะ ลิง ไก่ สุนัข และหมู
เวลาฉลู (วัว) หมายถึง ช่วงระหว่างตี 1 ถึงตี 3 เวลาขาล (เสือ) หมายถึงช่วงระหว่างตี 3 ถึงตี 5 ณ เวลาตี 1
ยังคงมืดตื๋อ (มืดมากจนมองไม่เห็นแสงสว่าง) ณ เวลาตี 5 ตะวันจะเริ่มเบิกฟ้าและหลายคนเริ่มตื่น ดังนั้น
เวลาเปลี่ยนผ่านนี้เมื่อความมืดเป็นความสว่าง และมวลมนุษย์เริ่มตื่นจากการหลับลึก
เทียบได้กับยามฉลูและขาล
ในศาสนาพุทธถือว่าช่วงเวลานี้มีความหมายลึกซึ้งและถูกกล่าวถึงว่าเป็นเวลาที่พระพุทธะทุกองค์แห่ง 3
ชาติบรรลุการรู้แจ้ง ดังนั้น ณ วัดใหญ่ ณ ยามนี้ จึงประกอบพิธีสวดมนต์อุชิโตระทุกวัน
ต่อมา การสวดมนต์อุชิโตระก็ชี้ให้เห็นทิศด้วย
พวกเราทุกคนทราบว่าดวงอาทิตย์ขึ้นจากทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก
ลมเหนือมักจะนำสภาพอากาศเย็นมาในขณะที่เกาะในเขตร้อนทางใต้มีสภาพอากาศที่อุ่นกว่า
ภายในทิศตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ ทิศอุชิโตระคือกึ่งกลางระหว่างเหนือกับตะวันออก
ทิศนี้รู้จักกันทั่วไปว่าทิศแห่งประตูปีศาจ * (鬼門 โอนิ (หรือคิ) มน) ตามประวัติศาสตร์
ทิศประตูปีศาจถือว่ามีความหมายพิเศษในศาสนาพุทธ ในความเป็นจริง ในประเทศอินเดีย จีน และญี่ปุ่น
มักมีศูนย์กลางของศาสนาพุทธตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองหลวง
เมื่อผู้นับถือไปโทซังที่วัดใหญ่ไทเซคิจิ จากบริเวณวัดสามารถมองเห็นภูเขาฟูจิอย่างน่าพิศวงใช่ไหม?
แท้ที่จริง ภูเขาฟูจิตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดไทเซคิจิ ดังนั้น จากมุมมองศาสนาพุทธ
เรื่องนี้จึงมีความหมายลึกซึ้งด้วย
การสวดมนต์อุชิโตระคืออะไรกันแน่? ในการสวดมนต์อุชิโตระ คล้ายกับการสวดมนต์วาระเช้า
สวดมนต์ทั้ง 5 วาระ สมัยนี้ การสวดมนต์ทั้ง 5 วาระถูกปฏิบัติหน้าแท่นบูชาที่บ้านของพวกเรา
อย่างไรก็ตาม ในอดีต ณ วัดไทเซคิจิ แต่ดั้งเดิม การสวดมนต์ 5 วาระถูกสวดในขณะที่ย้ายไปตาม 5
สถานที่ในวัด ในอดีตจึงมีความเคร่งเครียดมากกว่า
หลังจากพระสังฆราชสวดมนต์ทำวาระโดยหันหน้าไปทางโอซางะวาริ
โกฮนซนในเคียะกุเด็นเสร็จ ต่อมาท่านย้ายไปที่โยไฮโจ
แท่นบูชาขนาดเล็กกว่าที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแท่นบูชาหลัก ที่นั่น ท่านสวดพระสูตรเพิ่มเติม
พระสังฆราชสวดโฮเบ็น-บน จิงะเงะ และสวดไดโมขุขณะที่หันหน้าไปทางได-โกฮนซน
ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารโฮอันโด การสวดโดยหันหน้าไปทางได-โกฮนซนจากระยะไกลถูกเรียกว่า
“โยไฮ” (yohai) หลังจากสวดมนต์ที่นี่เสร็จ พระสังฆราชจะย้ายไปที่มุตสึโบและสวดมนต์วาระเช้า
และนี่เป็นเสร็จสิ้นการสวดมนต์อุชิโตระ
พระสงฆ์วัยเยาว์จากโรงเรียนระดับมัธยมจนถึงโรงเรียนระดับมัธยมปลายและพระสงฆ์ที่อยู่ในช่วงฝึกหัด
จะเปลี่ยนเวรและติดตามพระสังฆราช
ท่านพอจะจินตนาการถึงความยากในการทำเช่นนี้ในขณะที่ยังต้องไปโรงเรียนด้วยได้
ถึงแม้ว่าโดยปกติผู้นับถือไม่ได้สวดมนต์อุชิโตระ
ประเด็นสำคัญสำหรับผู้นับถือนิชิเร็นโชชูทุกคนคือสวดมนต์วาระเช้าอย่างขยันทุกวัน
ท่านสวดมนต์วาระเช้าเวลาใด? ถึงแม้ว่าท่านหมดแรง
แค่จำไว้ว่ามีคนที่สวดมนต์ตอนกลางคืนเมื่อพวกเขาต้องเหนื่อยมากกว่า พึงจำไว้
ขอให้พวกเราทุกคนทำให้ดีที่สุดให้มีวินัยในการปฏิบัติของพวกเราในแต่ละวัน

ชั่วโมงตามจักรราศีของชาวจีน




“การที่ท่านเข้าร่วมพิธีสวดมนต์อุชิโตระ ร่วมกับพระสังฆราช
คือการปฏิบัติของท่านเองเพื่อปรนนิบัติพระนิชิเร็นไดโชนิน
บนพื้นฐานความมุ่งมาดปรารถนาเพื่อความสำเร็จของการโคเซ็น-รุฝุ
วัดใหญ่เริ่มต้นวันตอนเที่ยงคืน มีพระสงฆ์ที่ร่วมพิธี-หลัก 6 รูปและรอง 6 รูป-
ที่ช่วยในพิธีสวดมนต์อุชิโตระ พระสงฆ์หลัก 1 รูปจับคู่กับพระสงฆ์รอง 1 รูป, จึงมี 6 คู่ 1
คู่ทำหน้าที่ติดต่อกัน 5 วัน(6 คู่เท่ากับ 1 เดือน) เที่ยงคืน
พระสงฆ์รองได้รับมอบหมายให้ไปที่อะคาโด(ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของโฮอันโด)
เพื่อสาวน้ำขึ้นจากบ่อ (น้ำไหลมาจากภูเขาฟูจิ) และถือไปที่มิเออิโด
(ปัจจุบันคือมุตสึโบะเนื่องจากอยู่ระหว่างการก่อสร้าง) ต่อมา
พระสงฆ์หลักถวายน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่แท่นประดิษฐานโกฮนซนในมิเออิโด เคียะกุเด็นและมุตสึโบ
พวกเขาถวายน้ำบริสุทธิ์และใบชิคิมิที่แท่นบูชา ซึ่งทำความสะอาดแล้ว ในอาคารเหล่านี้ ต่อมา
พระสงฆ์และผู้นับถือที่เข้าร่วมพิธีรอการปรากฏตัวของพระสังฆราช ที่ประกอบพิธีสวดมนต์อุชิโตระ
ระหว่างพิธีนี้ พระสังฆราชอธิษฐานเพื่อความสำเร็จของการโคเซ็น-รุฝุทั่วโลก”
(จากกส่วนหนึ่งของ “การศึกษาธรรมะภาคฤดูร้อนสำหรับผู้นับถือชาวต่างประเทศ ณ
วัดใหญ่ไทเซคิจิ 28 สิงหาคม 2011 “คนนำทางบนถนนสู่การรู้แจ้งที่ยากลำบาก” พระคุณเจ้าคันโด
ไอฮาระ เจ้าอาวาสวัดบุคคะขุจิ จังหวัดนารา)
กนเกียว (gongyo): ตามตัวอักษร “การปฏิบัติที่ขยัน” แต่แปลเป็นภาษาไทยว่าการสวดมนต์ทำวาระ
พูดกันทั่วไป กนเกียวหมายถึงการท่องพระสูตรในศาสนาพุทธข้างหน้าสิ่งสักการะ ในนิชิเร็นโชชู
กนเกียวหมายถึงสวดนัม-เมียวโฮ- เร็งเง-เคียวและท่องส่วนหนึ่งของบท “โฮเบ็น” (บทที่ 2) และบท
“จูเรียว” (บทที่ 16)ทั้งบทของสัทธรรมปุณฑริกสูตรข้างหน้าโกฮนซน
ประตูปีศาจในวัดใหญ่: เป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธแท้ (ข้อมูลวัดไทเซคิจิ
ฉบับพฤศจิกายน 1992)
โอซางะวะริ โนะ โกฮนซน: หมายถึง “การถ่ายโอนที่นั่งธรรมะ”
ตอนนี้โกฮนซนองค์นี้ประดิษฐานอยู่ในหอรับรองใหญ่ บนโกฮนซนองค์นี้
ตำแหน่งลายเซ็นของพระนิคโค
โชนินในฐานะพระสังฆราชที่คัดลอกและข้อความที่จารึกชี้ให้เห็นว่าโกฮนซนองค์นี้มอบแก่พระนิชิโมขุ
โชนิน (ผู้รับ) สลับที่กัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชื่อของพระนิชิโมขุ
โชนินปรากฏในตำแหน่งชื่อของพระสังฆราชองค์ปัจจุบันที่โดยปกติปรากฏในโกฮนซน
เช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าพระนิคโค โชนินมอบมรดกธรรมะแก่พระนิชิโมขุ โชนินเป็นการส่วนตัวแล้ว
สิ่งก่อสร้างต่างๆในวัดถูกก่อสร้างหลังจากที่พระสังฆราชนิคโค โชนินก่อตั้งวัดไทเซคิจิ
เริ่มด้วยไดโบ(มุตสึโบ) และตามมาด้วยฮนโด มิเออิโด และเท็นโด (หอประชุมที่อุทิศให้แก่ธรรมบาลเทว)
ในสมัยแรกที่มีการก่อตั้งวัดไทเซคิจิ
การสวดมนต์ทำวาระปฏิบัติโดยการย้ายจากอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่งตามลำดับและแต่ละอาคารสวด 1
วาระ อย่างไรก็ตาม บางครั้งอากาศเลวร้าย (อาทิ พายุหรือหิมะตก) ก่อให้เกิดความยุ่งยากที่จะปฏิบัติเช่นนี้
ในที่สุด การสวดมนต์ 5 วาระปฏิบัติในเคียะกุเด็น (หอรับรอง) เช่นเดียวกับที่สวดมนต์อุชิโตระในทุกวันนี้