บทธรรมนิพนธ์ “ว่าด้วยพฤติกรรมของพระพุทธะ”

บทธรรมนิพนธ์ “ว่าด้วยพฤติกรรมของพระพุทธะ”
ภูมิหลัง
บทธรรมนิพนธ์ฉบับนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอัตชีวประวัติที่พระนิชิเร็น ไดโชนิน
เขียนครอบคลุมเหตุการณ์ช่วงสำคัญที่สุดในชีวิตของท่าน ตั้งแต่ก่อนการบีฑาธรรมที่ทัตสึโนคูชิไม่นานจนถึงการถูกเนรเทศไปเกาะซาโดะ 2 ปีครึ่ง และการอยู่อย่างสันโดษในช่วงสุดท้ายที่ภูเขามิโนบุ ใน 9 ปีของการต่อสู้ที่นี่ พระนิชิเร็นฯทำให้คำพยากรณ์ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นจริงและทำให้ ตัวท่านเองเป็นที่ยอมรับในฐานะพระพุทธะดั้งเดิมทั้งคำพูดและการกระทำ
จดหมายฉบับนี้เขียนในปี ค.ศ. 1276 และจ่าหน้าถึงโคนิชิ-อามะ หญิงม่ายที่อาศัยอยู่ในจังหวัดอาวะ ลูกชายของนางนับถือคำสอนของพระนิชิเร็นฯก่อนและนางหันมานับถือตามโดยลูกชายของนาง หลังจากนางนับถือได้ระยะหนึ่ง ลูกชายของนางตาย แต่นางเอาชนะความเสียใจสุดซึ้งและยังคงเป็นผู้นับถือที่จริงใจต่อศาสนาพุทธแท้ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิตนาง
บันทึกเหตุการณ์ตามลำดับเวลาเริ่มตั้งแต่ปี 1268 เมื่อจักรวรรดิมองโกลส่งฑูตมาประเทศญี่ปุ่นเพื่อต้องการให้ประเทศญี่ปุ่นยอมรับว่าเป็นประเทศราชของมองโกล คำพยากรณ์เกี่ยวกับการรุกรานจากต่างประเทศซึ่งกล่าวไว้ใน “หนังสือการยังสันติสุขสู่บ้านเมืองด้วยการเผยแผ่ศาสนาพุทธแท้” เริ่มเป็นจริง พระนิชิเร็นฯ จึงเตือนผู้มีอำนาจในเมืองคามากูระอีกครั้งหนึ่ง แต่พวกเขาไม่สนใจคำเตือนซ้ำของท่านและตรงกันข้ามตอบโต้ท่านและลูกศิษย์ของท่าน ณ จุดนี้ พวกเราพบว่าพระนิชิเร็นฯกระตุ้นลูกศิษย์ของท่านไม่ให้ยอมแพ้ต่อการบีฑาธรรมแต่ให้อุทิศชีวิตทั้งชีวิตเพื่อเผยแผ่ธรรมมหัศจรรย์
การต่อสู้ที่ไม่สะทกสะท้านของท่านทำให้ฝ่ายปกครองและกลุ่มศาสนาต่างๆโกรธเคืองยิ่งขึ้นและในที่สุดนำไปสู่การบีฑาธรรมที่ทัตสึโนคูชิ ความพยายามเอาชีวิตท่านครั้งนี้ท่านชี้ให้เห็นว่าเป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้ท่านสามารถเปิดเผยตัวท่านเองเป็นพระพุทธะดั้งเดิม ในข้อความที่ตามมา พระนิชิเร็นฯ พูดถึงชีวิตของท่านบนเกาะซาโดะ ท่านแสดงความปลื้มปิติต่อความตระหนักรู้ว่าท่านเป็นคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้คำพยากรณ์ในสัทธรรมปุณฑริกสูตรซึ่งเกี่ยวกับผู้อุทิศชีวิตจะถูกเนรเทศมากกว่าครั้งเดียวเป็นจริง
หลังจากท่านกลับมาที่เมืองคามากูระ ท่านตักเตือนฝ่ายปกครองเป็นครั้งที่ 3 เมื่อรัฐบาลปฏิเสธคำตักเตือนของท่านอย่างดูถูกอีกครั้งหนึ่ง ท่านจึงปลีกตัวไปที่ภูเขามิโนบุ 5 เดือนต่อมาเท่านั้น กองทัพมองโกลโจมตีประเทศญี่ปุ่น สาเหตุสำหรับเหตุการณ์นี้ ท่านกล่าวว่ามันคือการดูหมิ่นสัทธรรมปุณฑริกสูตรของประเทศ ในตอนจบ พระนิชิเร็นฯแสดงความขอบคุณโคนิชิ-อามะในเรื่องการส่ง จดหมายถึงท่านขณะที่ท่านอยู่อย่างสันโดษ ณ ภูเขามิโนบุ

บทธรรมนิพนธ์ “ว่าด้วยพฤติกรรมของพระพุทธะ”
MW 1 หน้า 173-202
ในวันที่ 18 มกราคม 1268 (ปีที่ 5 แห่งสมัยบุนเออิ) ซึ่งเป็นปีอธิกสุรทิน สาส์นจากจักรวรรดิมองโกลที่ยิ่งใหญ่มาถึง ในสาส์นอนารยชนแห่งทิศตะวันตกเหล่านั้นประกาศเจตนาโจมตีประเทศญี่ปุ่น คำพยากรณ์ของอาตมาใน “หนังสือการยังสันติสุขสู่บ้านเมืองด้วยการเผยแผ่ศาสนาพุทธแท้” ซึ่งอาตมาเขียนในปี ค.ศ. 1260 (ปีที่ 1 แห่งสมัยบุนโอ) เป็นจริงอย่างสมบูรณ์ คำพยากรณ์ของอาตมาเหนือยิ่งกว่าคำพยากรณ์ในบทกวีหยู-ฟู (Yueh-fu) ของโปชูอี้ (Po chu-i) หรือคำพยากรณ์ของพระศากยมุนี ในสมัยปัจฉิมธรรม มีสิ่งใดน่าพิศวงมากกว่าสิ่งนี้อีก? ถ้าประเทศของพวกเราถูกปกครองโดยผู้ปกครองที่ฉลาดและมีศีลธรรม ก็ควรจะมอบชื่อของมหาธรรมาจารย์ ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดในประเทศญี่ปุ่นให้แก่อาตมา อาตมาคาดหวังว่าพวกเขาจะปรึกษาอาตมาเกี่ยวกับชาวมองโกล เชื้อเชิญอาตมาไปที่คณะกรรมาธิการสงคราม และขอร้องให้อาตมาสวดมนต์เพื่อให้ได้รับชัยชนะเหนือชาวมองโกล อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น อาตมาจึงส่งจดหมายเตือนผู้นำประเทศของพวกเรา 11 คนในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน
ถ้าในบรรดาพวกเรามีผู้นำที่ฉลาด เขาจะคิดทันทีว่า “ช่างน่าพิศวง ! ช่างเป็นการมองเห็นการณ์ล่วงหน้าที่ผิดธรรมดา ! เทพธิดาดวงอาทิตย์ (เท็นโช ไดจิน) และพระโพธิสัตว์ฮะชิมันต้องประทานหนทางเพื่อช่วยเหลือประเทศญี่ปุ่น ผ่านพระสงฆ์รูปนี้” อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่รัฐบาลดูหมิ่นและหลอกลวงผู้ส่งสารของอาตมา พวกเขาไม่สนใจหรือไม่ยอมตอบจดหมายของอาตมา และแม้ว่าเมื่อพวกเขาตอบ พวกเขาจงใจละเลยรายงานเรื่องนี้แก่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พฤติกรรมของพวกเขาผิดปกติอย่างมาก ถึงแม้ว่าจดหมายเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวของอาตมาบางประการเท่านั้นก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลก็ควรจะรายงานเรื่องนี้แก่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน เนื่องจากมันเป็นมารยาทสำหรับเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม จดหมายเหล่านี้เป็นคำเตือนเรื่องน่ากลัวที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อชะตากรรมไม่เพียงต่อรัฐบาลของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเท่านั้นแต่ยังรวมถึงเจ้าหน้าที่อื่นทุกคนด้วย ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่สนใจคำเตือนของอาตมา การดูหมิ่นผู้ส่งสารของอาตมาก็เท่ากับว่าไม่มีเหตุผล ชาวญี่ปุ่นทุกคนทั้งชนชั้นสูงและต่ำได้แสดงความเป็นศัตรูต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรมานานแล้ว ภัยพิบัติจึงเกิดกับพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า และมารเข้าสิงในตัวพวกเขา คำขาดของชาวมองโกลทำให้พวกเขาสูญสิ้นความมีเหตุผลที่เหลืออยู่เล็กน้อย
ในประเทศจีนสมัยโบราณ จักรพรรดิโจวแห่งราชวงศ์หยินไม่ยอมฟังคำเตือนของอำมาตย์ปี่กัน (Pikan) ที่จงรักภักดีต่อพระองค์และสั่งให้เฉือนหัวใจของเขาออกมาด้วยความเดือดดาล ต่อมาราชวงศ์ของพระองค์ถูกกษัตริย์เว็นและวูแห่งราชวงศ์โจวโค่นอำนาจ กษัตริย์ฟุชาแห่งรัฐวูแทนที่จะสนใจ คำทัดทานของอำมาตย์วูจื๊อฉือ (Wu Tzu-hsu) กลับบีบบังคับให้เขาฆ่าตัวตาย และในที่สุดกษัตริย์ฟุชาถูกกษัตริย์โควเชียน (Kou – chien) แห่งรัฐหยู (Yueh) ปลงพระชนม์
เมื่อคิดว่าถ้าประเทศของพวกเราต้องประสบชะตากรรมเดียวกันมันจะเศร้าสลดเพียงไร อาตมายอมเสี่ยงเอาชื่อเสียงและชีวิตของอาตมาเข้าแลกเพื่อทัดทานผู้มีอำนาจ แต่เหมือนกับลมแรงก่อให้เกิดคลื่นลูกโตหรือมังกรที่เรืองฤทธิ์ก่อให้เกิดฝนตกหนัก ดังนั้นคำเตือนของอาตมาจึงก่อให้เกิดความเกลียดชังมากขึ้น สภาสูงสุดของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินประชุมเพื่อหารือว่าควรจะตัดศีรษะของอาตมาหรือเนรเทศอาตมาออกจากเมืองคามากูระ รวมทั้งควรจะยึดทรัพย์สินของลูกศิษย์และผู้สนับสนุนที่เป็นฆราวาสของอาตมาหรือจำคุก เนรเทศหรือประหารชีวิตพวกเขา
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อาตมาดีใจ กล่าวว่าอาตมาได้คาดหวังมานานแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ ในอดีต หิมาลัยกุมาร (เซ็สเซ็น โดจิ) เต็มใจอุทิศชีวิตของเขาเพื่อเรียนโคลงครึ่งบท พระโพธิสัตว์โจไทสละทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี เซ็นไซ โดจิ กระโจนเข้ากองไฟด้วยตัวเขาเอง ธรรมอรรถ (เงียวโบ บนจิ) ลอกผิวหนังของเขาเอง และพระไภสัชยราชโพธิสัตว์เผาข้อศอกของท่านเอง ทั้งหมดนี้เพื่อที่จะบรรลุการรู้แจ้ง พระสทาปริภูตโพธิสัตว์ถูกตีด้วยไม้ พระอารยสิงห์ถูกตัดศีรษะ และพระคนเทวะโพธิสัตว์ถูกพราหมณ์ฆ่า ทั้งหมดนี้เนื่องมาจากการเผยแผ่ศาสนาพุทธของพวกท่าน
เหตุการณ์เหล่านี้ควรจะถูกพิจารณาในแง่ของเวลาและสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้น พระเทียนไท้ประกาศว่าการปฏิบัติควรจะ “สอดคล้องกับเวลา” พระฉางอัน (ลูกศิษย์ของท่าน) อธิบายประโยคนี้ว่าหมายถึง “ท่านควรจะแยกแยะระหว่างโชจุและชากุบูกุและอย่ายึดติดกับวิธีที่หนึ่งหรือวิธีที่สองเท่านั้น” สัทธรรมปุณฑริกสูตรแสดงให้เห็นความจริงเท่านั้น แต่การปฏิบัติและการเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตรผันแปรไปตามผู้คนและเวลา
พระศากยมุนีกล่าว “ภายหลังการปรินิพพานของตถาคต ในตอนต้นสมัยปัจฉิมธรรมที่ต่อจาก 2,000 ปีแห่งสมัยสุทธิธรรมและรูปธรรม บุคคลหนึ่งจะมาเกิดเพื่อเผยแผ่หัวใจของสัทธรรมปุณฑริกสูตร (อักษร 5 ตัวของไดโมขุ) ณ เวลานั้นกษัตริย์ที่ชั่วร้ายจะมีอำนาจและพระสงฆ์ที่ชั่วร้ายจำนวนมากกว่าธุลีฝุ่นจะโต้เถียงซึ่งกันและกันเกี่ยวกับพระสูตรมหายานและหินยานต่างๆ เมื่อผู้อุทิศชีวิตต่อไดโมขุท้าทายพระสงฆ์เหล่านี้ พวกเขาจะยุยงผู้นับถือฆราวาสของพวกเขาให้ดูถูก ตี หรือจำคุกเขา ยึดที่ดินของเขา เนรเทศหรือตัดศีรษะเขา ถึงแม้ว่าประสบกับการบีฑาธรรมเช่นนี้ เขาจะเผยแผ่ธรรมะต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง ขณะเดียวกันผู้ปกครองที่บีฑาธรรมเขาจะถูกการกบฏก่อกวน และผู้ถูกปกครองจะเข่นฆ่าซึ่งกันและกันเหมือนกับปีศาจที่หิวโหย ในที่สุดประเทศนี้จะถูกต่างชาติรุกราน เนื่องจากเทพในศาสนาพุทธ (พระพรหมและพระอินทร์ เทพแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ และท้าวจตุโลกบาลจะดลบันดาลให้ประเทศอื่นโจมตีประเทศที่เป็นศัตรูกับสัทธรรมปุณฑริกสูตร”
พวกเธอทุกคนที่ประกาศตัวเองเป็นลูกศิษย์ของอาตมาต้องไม่ขี้ขลาด พวกเธอไม่ควรจะปล่อยให้ความห่วงใยพ่อแม่ ภรรยา หรือลูกของเธอมาขัดขวางพัฒนาการของพวกเธอ หรือกังวลเกี่ยวกับสมบัติของเธอ ตั้งแต่อดีตอันไกลโพ้น พวกเธอสละชีวิตของพวกเธอจำนวนครั้งมากกว่าธุลีฝุ่นบนโลกเพื่อที่จะช่วยเหลือพ่อแม่ ลูก หรือสมบัติของพวกเธอ แต่พวกเธอไม่เคยอุทิศชีวิตเพื่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรแม้เพียงครั้งเดียว เธออาจจะพยายามปฏิบัติคำสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตรในระดับหนึ่ง แต่เมื่อไรก็ตามเธอถูกบีฑาธรรม เธอก็หยุดปฏิบัติตามพระสูตรนี้ การกระทำเช่นนั้นเหมือนกับน้ำที่ต้มเดือดเทลงไปในน้ำเย็นเท่านั้น หรือเหมือนกับความพยายามจุดไฟแต่เลิกรากลางคัน พวกเธอแต่ละคนและทุกคนควรจะเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าการสละชีวิตของเธอเพื่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรเหมือนกับการนำก้อนหินไปแลกทองคำหรือของสกปรกไปแลกข้าว
ขณะนี้พวกเราอยู่ในตอนต้นสมัยปัจฉิมธรรมและอาตมา นิชิเร็น เป็นคนแรกที่เริ่มเผยแผ่เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวไปทั่วโลก อักษร 5 ตัวนี้เป็นหัวใจของสัทธรรมปุณฑริกสูตรและแหล่งกำเนิดการรู้แจ้งของพระพุทธะทุกองค์ในช่วงเวลามากกว่า 2,200 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่พระศากยมุนีปรินิพพาน ยังไม่มีใครเริ่มภารกิจนี้ แม้แต่สาวกสำคัญที่สุดของพระองค์ พระมหากัสสป พระอานนท์ พระอัศวโฆษ พระนาคารชุน พระหนาน–หยู พระเทียนไท้ พระเมียวลัก หรือพระเด็งเงียว ลูกศิษย์ของอาตมา จงเข้าแถวและติดตามอาตมาและพวกเธอจะเหนือยิ่งกว่าพระมหากัสสปหรือพระอานนท์ พระเทียนไท้หรือพระเด็งเงียว ถ้าเธอกลัวการขู่เข็ญจากผู้ปกครองประเทศที่เป็นเกาะเล็กนี้และละทิ้งความศรัทธา เธอจะเผชิญหน้ากับความโกรธของพญายมราชาแห่งนรก ที่รุนแรงยิ่งกว่า ได้อย่างไร? เธอป่าวประกาศพวกเธอเองเป็นผู้ส่งข่าวของพระพุทธะ แต่ถ้าเธอไม่แน่วแน่ คงจะไม่มีใครน่ารังเกียจมากกว่าเธออีกแล้ว
ขณะที่รัฐบาลของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไม่สามารถหาข้อสรุป พระสงฆ์แห่งนิกายสุขาวดี (โจโด) วินัย มนตรยานและนิกายอื่น ที่รู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถเอาชนะอาตมาในการโต้วาทีธรรมะ ยื่นคำร้องต่อรัฐบาล เมื่อทราบว่าคำร้องของพวกเขาไม่ได้รับการตอบสนอง พวกเขาจึงเข้าหาภรรยาและหญิงม่ายของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อใส่ร้ายอาตมา พวกนางรายงานเรื่องการดูหมิ่นต่อเจ้าหน้าที่ คำพูด “ตามที่พระสงฆ์บางรูปบอกพวกเรา พระนิชิเร็นประกาศว่าเจ้าหน้าที่ที่ล่วงลับไปแล้ว – โฮโจ โทกิโยริ และโฮโจ ชิเงะโทกิ ตกนรกแห่งความทรมานไม่สิ้นสุด เขาพูดว่าควรจะเผาวัดเค็นโชจิ วัดจูฟุกุจิ วัดโงะขุระคุจิ วัดโชรกุจิ และวัดไดบุตสึจิ และควรจะตัดศีรษะพระสงฆ์ระดับสูง อาทิ พระโดริวและพระเรียวคัน คำกล่าวของเขาพิสูจน์ได้ว่าเขามีความผิดทุกเรื่อง และถึงแม้ว่าสภาสูงสุดของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินไม่สามารถตัดสินลงโทษเขา ก็ควรจะเรียกตัวเขามายืนยันว่าเขาพูดเช่นนี้จริงหรือไม่” ดังนั้น อาตมาจึงถูกเรียกตัวไปที่ศาล
ณ ศาล ผู้พิพากษาพูด “ท่านได้ยินสิ่งที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินกล่าวแล้ว ท่านเคยพูดเรื่องเหล่านั้นหรือไม่?” อาตมาตอบ “อาตมาพูดทุกคำนอกจากคำกล่าวที่ว่าเจ้าหน้าที่ที่ล่วงลับไปแล้ว – โฮโจ โทกิโยริและโฮโจ ชิเงะโทกิตกนรก” แม้กระนั้น อาตมาเปิดโปงความเชื่อนอกรีตของนิกายซึ่งพวกเขาติดตามขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอนที่สุด
“ทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งอาตมาพูดก็ด้วยความคิดถึงอนาคตของประเทศของพวกเรา ถ้าท่านปรารถนาที่จะรักษาประเทศนี้ให้สงบสุขและปลอดภัย ท่านต้องนิมนต์พระสงฆ์นิกายอื่นมาโต้วาทีธรรมต่อหน้าท่าน ถ้าท่านไม่สนใจคำแนะนำนี้และลงโทษอาตมาอย่างไร้เหตุผล ทั้งประเทศจะต้องเสียใจต่อการตัดสินใจของท่าน ถ้าท่านตัดสินลงโทษอาตมา เท่ากับว่าท่านปฏิเสธฑูตของพระพุทธะ ดังนั้นพระพรหมและพระอินทร์ เทพแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์และท้าวจตุโลกบาลจะลงโทษท่าน ภายใน 100 วันหลังจากเนรเทศหรือประหารชีวิตอาตมา และอีกครั้งหนึ่งในวันครบรอบปีที่ 1, 3 และ 7 จะเกิดสิ่งที่พระสูตรเรียกว่า “การต่อสู้กันภายใน” (การกบฏในตระกูลของท่าน) จากนั้นจะตามมาด้วยการรุกรานของชาวต่างชาติจากทุกทิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทิศตะวันตก ในตอนนั้น ท่านจะเสียใจต่อสิ่งที่ท่านทำไปแล้ว” เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้พิพากษาเฮอิ โนะ ซาเอมนผู้ที่ลืมศักดิ์ศรีแห่งตำแหน่งของตนจนหมดสิ้น เขาโกรธจัดเหมือนกับไทระ โนะ คิโยโมริ
กลางคืนของวันที่ 12 กันยายน 1271 (ปีที่ 8 แห่งสมัยบุนเออิ) อาตมาถูกจับกุมในลักษณะที่ผิดธรรมดาและไม่ชอบด้วยกฎหมาย รุนแรงยิ่งกว่าการจับกุมพระเรียวเค็นและพระเรียวโคที่เคยก่อการกบฎต่อรัฐบาลเสียอีก เฮอิ โนะ ซาเอมนนำทหารสวมเกราะหลายร้อยนายมาจับอาตมา เขาสวมหมวกขุนนางประจำตำแหน่ง จ้องเขม็งด้วยความโกรธ และพูดด้วยน้ำเสียงกระด้าง
การกระทำเหล่านี้ไม่แตกต่างไปจากการกระทำของนายกรัฐมนตรีไทระ โนะ คิโยโมริ ที่เคย ยึดอำนาจเพื่อนำประเทศไปสู่ความหายนะเท่านั้น อาตมายอมรับลางร้ายของเหตุการณ์นี้ทันทีและคิดในใจ “อาตมาคาดคิดไว้แล้วว่าเรื่องทำนองนี้จะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ที่อาตมาสามารถอุทิศชีวิตของอาตมาเพื่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร ถ้าอาตมาต้องเสียศีรษะที่ไร้ค่านี้เพื่อพุทธภาวะ มันจะเหมือนกับการนำทรายไปแลกทองคำหรือก้อนหินไปแลกเพชรพลอย!”
โชฟุโบะ หัวหน้าคนใช้ของเฮอิ โนะ ซาเอมนวิ่งเข้ามาฉกสัทธรรมปุณฑริกสูตรม้วนที่ 5 จาก ข้างในเสื้อคลุมยาวของอาตมา และตีใบหน้าของอาตมา 3 ครั้ง ต่อมาเขาโยนทิ้งกับพื้น ทหารนายอื่นยึดสัทธรรมปุณฑริกสูตรที่เหลืออีก 9 ม้วน คลี่ออกและกระทืบหรือพันรอบกายของพวกเขา กระจายม้วนพระสูตรไปทั่วพื้นไม้ที่ปูเสื่อจนทุกซอกกระท่อมปกคลุมไปด้วยม้วนพระสูตร
อาตมาพูดเสียงดัง “จงดูซิ เฮอิ โนะ ซาเอมน กำลังกระทำอย่างไร้เหตุผล ! พวกท่านทุกคนล้มเสาหลักของประเทศญี่ปุ่นลงเมื่อครู่นี้แล้ว !” เมื่อได้ยินเช่นนี้ กองทหารที่รวมตัวกันอยู่พากันถอยหลัง เมื่อพวกเขาเห็นอาตมายืนเผชิญหน้ากับอ้อมแขนที่ดุร้ายของกฎหมายอย่างไม่หวาดกลัว พวกเขาต้องยอมรับว่าพวกเขาเป็นฝ่ายผิด เนื่องจากสีหน้าของพวกเขาซีดลง
ทั้งในวันที่ 10 เมื่ออาตมาถูกเรียกตัว และในคืนนี้วันที่ 12 อาตมาบรรยายเรื่องความเชื่อนอกรีตของนิกายมนตรยาน เซน และสุขาวดี (โจโด) รวมทั้งความล้มเหลวของพระเรียวคันในการอธิษฐานขอฝนแก่เฮอิ โนะ ซาเอมนอย่างละเอียด ขณะที่ทหารของเขาฟัง พวกเขาระเบิดเสียงหัวเราะและบางครั้งพวกเขาโกรธจัด แต่อย่างไรก็ตาม อาตมาขอไม่เล่ารายละเอียดตรงนี้
พระเรียวคันอธิษฐานขอฝนตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน จนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม แต่พลังของอาตมาหยุดยั้งคำอธิษฐานของเขา พระเรียวคันสวดมนต์จนเหงื่อไหล แม้กระนั้นไม่มีอะไรตกลงมานอกจากน้ำตาของเขาเอง ไม่มีฝนตกในเมืองคามากูระ แต่ในทางตรงกันข้าม เกิดลมพายุกรรโชกแรงตลอดเวลา
เมื่อได้ทราบข่าวนี้ อาตมาส่งผู้ส่งสารไปหาเขา 3 ครั้ง ด้วยคำพูด “ถ้าคนๆหนึ่งไม่สามารถข้ามแม่น้ำที่มีความกว้าง 10 ฟุต เขาจะสามารถข้ามแม่น้ำที่มีความกว้าง 100 หรือ 200 ฟุตได้อย่างไร? อิซูมิ ชิคิบุ กวีสตรีที่ไม่บริสุทธิ์ ละเมิด 1 ในศีล 8 โดยการประพันธ์บทกวี แต่นางยังคงทำให้ฝนตกด้วยโคลงบทเดียว พระโนอินประสบความสำเร็จในการทำให้ฝนตกด้วยโคลงบทเดียวถึงแม้ว่าเขาละเมิดศีล มันเป็นไปได้อย่างไรที่พระสงฆ์จำนวนนับร้อย นับพันรูป ทุกรูปล้วนรักษาศีล 250 ข้อ รวมตัวกันสวดมนต์ขอฝนเป็นเวลา 1 หรือ 2 สัปดาห์ แต่ไม่เกิดอะไรขึ้นนอกจากลมพายุ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นที่แน่ชัดว่า พวกท่านทุกคนจะไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะ” พระเรียวคันอ่านข้อความนี้และร้องไห้อย่างขุ่นเคือง และด่าทออาตมาให้ผู้อื่นฟัง
เมื่ออาตมารายงานสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระเรียวคัน เฮอิ โนะ ซาเอมน พยายามปกป้องเขา แต่ก็ จนปัญญา และในที่สุดเขาไม่สามารถพูดออกมาแม้แต่คำเดียว
กลางคืนวันที่ 12 อาตมาถูกฝากขังภายใต้การควบคุมของโฮโจ โนบุโทกิ ผู้ว่าราชการจังหวัดมูซาชิ และราวเที่ยงคืนถูกนำตัวไปประหารชีวิต เมื่อเข้าสู่ถนนวาคามิยะ อาตมามองไปที่กลุ่มทหารที่อยู่รายรอบอาตมาและพูด “อาตมาจะไม่ทำให้พวกท่านยุ่งยากใจแต่ประการใด อย่ากังวล อาตมาปรารถนากล่าวคำสั่งเสียแก่พระโพธิสัตว์ฮะชิมันเท่านั้น” อาตมาลงจากหลังม้าและตะโกน “พระโพธิสัตว์ฮะชิมันท่านเป็นเทพเจ้าจริงหรือเปล่า? เมื่อวาเกะ โนะ คิโยมาโรกำลังจะถูกตัดศีรษะ ท่านปรากฏตัวเป็นดวงจันทร์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ฟุต เมื่อมหาธรรมาจารย์เด็งเงียวบรรยายสัทธรรมปุณฑริกสูตร ท่านประทานเสื้อคลุมแขนยาวสีม่วงแก่เขา อาตมา นิชิเร็น เป็นผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรรมปุณฑริกสูตรระดับยอดเยี่ยมที่สุดในประเทศญี่ปุ่นและไม่มีความผิดใดๆเลย อาตมาเทศนาธรรมะเพื่อช่วยเหลือทุกคนที่เป็นปรปักษ์กับสัทธรรมปุณฑริกสูตรมิให้ตกนรกแห่งความทรมานไม่สิ้นสุด นอกจากนี้ ถ้ากองทัพของจักรวรรดิมองโกลที่ยิ่งใหญ่รุกรานประเทศนี้ ธรรมบาลเทวะ เทพธิดาดวงอาทิตย์และพระโพธิสัตว์ฮะชิมันจะยังคงปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายยังงั้นหรือ เมื่อพระศากยมุนีเทศนาสัทธรรมปุณฑริกสูตร พระประภูตรัตน์พุทธะ พระพุทธะอื่นและพระโพธิสัตว์มากมายปรากฏตัวส่องแสงเหมือนกับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว และกระจกมากมาย เมื่อพระพุทธะ เทพเจ้าแห่งประเทศอินเดีย จีน และญี่ปุ่นมากมายนับไม่ถ้วนอยู่ต่อหน้าพระศากยมุนี พระองค์กระตุ้นธรรมบาลเทวะแต่ละองค์ปฏิญาณว่าจะคุ้มครองผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรตลอดเวลา พวกท่านธรรมบาลเทวะทุกองค์ได้ปฏิญาณเช่นนี้ อาตมาไม่ควรต้องเตือนความจำท่าน ทำไมท่านจึงไม่มาที่นี่เพื่อปฏิบัติตามคำปฏิญาณของท่านเนื่องจากเวลาก็มาถึงแล้ว?” ในที่สุดอาตมาตะโกน “ถ้าอาตมาถูกประหารชีวิตในคืนนี้และไปสู่ดินแดนบริสุทธิ์แห่งภูเขาคิชฌกูฏ อาตมาจะรายงานพระศากยมุนีทันทีว่าเทพธิดาดวงอาทิตย์และพระโพธิสัตว์ฮะชิมันละเมิดคำปฏิญาณต่อพระองค์ ถ้าท่านรู้สึกว่าเรื่องนี้จะสร้างความลำบากแก่ท่าน ท่านควรจะทำบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ทันที” เมื่อกล่าวจบแล้ว อาตมาก็ขึ้นขี่ม้า
เมื่อคณะผ่านศาลเจ้าที่ชายหาดยุอิ อาตมาพูดอีกครั้งหนึ่ง “หยุดสักครู่เถอะ สุภาพบุรุษ อาตมามีข่าวจะบอกบางคนที่อยู่ใกล้ที่นี่” อาตมาพูด เด็กชายคนหนึ่งชื่อ คุมาโอ ถูกส่งไปหาชิโจ คิงโงะซึ่งกำลังรีบเร่งมาพบอาตมา อาตมาบอกเขาว่า “คืนนี้ อาตมาจะถูกตัดศีรษะ ความปรารถนานี้อาตมาทะนุถนอมมาหลายปีแล้ว โลกนี้มองเห็นไก่ฟ้าเกิดมาและถูกเหยี่ยวจับเท่านั้น หนูเกิดมาและถูกแมวกินเท่านั้น และผู้ชายเกิดมาและถูกฆ่า ในความพยายามแก้แค้นให้ภรรยาและลูกของพวกเขาที่ถูกฆาตกรรม เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นหลายครั้งมากกว่าจำนวนธุลีฝุ่นบนโลก แต่จนกระทั่งบัดนี้ ไม่มีใครเคยเสียชีวิตเพื่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร ตัวอาตมาเองเกิดมาเป็นพระสงฆ์ที่ยากจน ไม่สามารถตอบแทนหนี้บุญคุณซึ่งอาตมาเป็นหนี้พ่อแม่ของอาตมาและประเทศของอาตมาอย่างเต็มที่ บัดนี้อาตมาจะมอบศีรษะของอาตมาที่ตัดขาดแด่สัทธรรมปุณฑริกสูตรและแบ่งกุศลผลบุญจากสัทธรรมปุณฑริกสูตรแก่พ่อแม่ ลูกศิษย์ และผู้นับถือ ตามที่อาตมาเคยสัญญากับพวกท่าน” ต่อมาพี่น้อง (ชาย) 4 คนของชิโจ ถือบังเหียนม้าของอาตมา ติดตามอาตมาไปที่ทัตสึโนคูชิ ณ โคชิโงเอะ
ในที่สุดพวกเรามาถึงสถานที่ที่อาตมาทราบว่าต้องเป็นลานประหารชีวิตอาตมา แท้ที่จริงทหารหยุดและเริ่มเคลื่อนไหวช้าๆไปรอบๆด้วยความตื่นเต้น ชิโจ คิงโงะ ร้องไห้และพูดว่า “นี่คือวาระสุดท้ายของท่านแล้ว” อาตมาตอบว่า “ช่างไม่มีความคิดเอาเสียเลย ! ท่านควรจะดีใจในโชคลาภที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ จงอย่าลืมคำสัญญาของท่าน” อาตมาพูดไม่ทันขาดคำ ทันใดนั้นวัตถุในอากาศที่สุกใสสว่างไสวเทียบเท่าดวงจันทร์ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันโดยมีทิศทางมาจากเกาะเอโนชิมา พุ่งผ่านท้องฟ้าจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ไปทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ขณะนั้นก่อนรุ่งอรุณเล็กน้อยและยังคงมืดเกินกว่าที่จะมองเห็นใบหน้าทุกคน แต่วัตถุเรืองแสงให้ความสว่างเหมือนกับแสงจันทร์ที่สว่างทำให้มองเห็นทุกคน เพชฌฆาตก้มใบหน้าของเขา ตาของเขาพร่า ส่วนทหารหวาดกลัวและอกสั่นขวัญหาย บางคนวิ่งหนีไปไกล บางคนกระโดดจากหลังม้าและคุกเข่าลงกับพื้นดิน และบางคนหมอบซุกกับอานม้า อาตมาตะโกน “ขณะนี้ ทำไมท่านหลบหน้านักโทษที่น่าสังเวชผู้นี้เสียเล่า? เข้ามาเลย เข้ามาใกล้ๆ !” แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ “ถ้ารุ่งอรุณแล้วจะทำอย่างไรล่ะ? ท่านต้องเร่งรีบประหารชีวิตอาตมาเนื่องจากท่านจะอึดอัดใจในการประหารชีวิตอาตมาหลังจากดวงอาทิตย์ขึ้น” อาตมาเร่งพวกเขาอีก แต่พวกเขาไม่ตอบรับ
พวกเขารั้งรอสักครู่หนึ่ง และต่อมาใครคนหนึ่งขอร้องให้อาตมาเดินทางไปที่ตำบลเอชิซึ่งอยู่ในจังหวัดซางามิเหมือนกัน อาตมาตอบว่าเนื่องจากพวกเราไม่มีใครรู้จักทาง จะต้องมีใครบางคนนำทางพวกเราไปที่นั่น ไม่มีใครเต็มใจนำทาง แต่หลังจากพวกเรารอชั่วครู่หนึ่ง ในที่สุดทหารนายหนึ่งพูด “นั่นคือถนนที่ท่านต้องไป”
เริ่มต้นเดินทาง พวกเราไปตามถนนและราวเที่ยงวันมาถึงตำบลเอชิ ต่อจากนั้นพวกเราไปยังที่พักของฮมมะ โรขุโร ซาเอมน ที่นั่นอาตมาสั่งสาเกให้ทหาร เมื่อได้เวลาที่พวกเขาต้องจากไป บางคนโค้งศีรษะพนมมือราวกับว่าสวดมนต์ และกล่าวในลักษณะท่าทางที่มีความเคารพที่สุด “พวกเราไม่เข้าใจว่าท่านเป็นบุคคลประเภทไหน พวกเราเกลียดชังท่านเนื่องจากมีคนบอกพวกเราว่าท่านดูหมิ่นพระอมิตาภพุทธะที่พวกเราเคารพ แต่เนื่องจากพวกเราเห็นความยิ่งใหญ่ของท่านด้วยสายตาของพวกเราเอง พวกเราจะละทิ้งนิกายสุขาวดี (เน็มบุตสึ) ที่พวกเราปฏิบัติมาเป็นเวลานานมาก” นอกจากนั้นบางคนถึงกับนำลูกประคำประจำนิกายเน็มบุตสึของพวกเขาออกมาจากถุงบรรจุเชื้อติดไฟและโยนทิ้ง บางคนปฏิญาณว่าพวกเขาจะไม่หวนกลับมาสวดมนต์นิกายเน็มบุตสึอีก หลังจากพวกเขาจากไป คนรับใช้ของโรขุโร ซาเอมนรับหน้าที่ผู้คุ้มครอง ต่อมาชิโจ คิงโงะและพี่น้องของเขาก็จากไป
ค่ำวันนั้น ณ ยามจอ (19.00-21.00 น.) ผู้ส่งสารจากเมืองคามากูระมาถึงพร้อมด้วยคำสั่งจากผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ทหารมั่นใจว่ามันต้องเป็นคำสั่งตัดศีรษะของอาตมา อุมาโนะโจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของฮมมะวิ่งมาพร้อมกับหนังสือ คุกเข่าและพูดว่า “พวกเรากลัวว่าท่านจะถูกประหารชีวิตคืนนี้ แต่ขณะนี้หนังสือฉบับนี้นำข่าวดีเยี่ยมมาให้” ผู้ส่งสารกล่าวว่าเนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดมูซาชิไปบ่อน้ำแร่ที่อะตามิเมื่อเช้านี้ ณ ยามเถาะ (5-7 นาฬิกา) เขาขี่ม้า 4 ชั่วโมงเพื่อมาที่นี่ทันทีเนื่องจากเขา กลัวว่าอาจจะเกิดอะไรบางอย่างกับท่าน ผู้ส่งสารจะจากไปทันทีเพื่อนำข่าวนี้ไปแจ้งผู้ปกครองแห่ง อะตามิคืนนี้ หนังสือที่ถือมาอ่าน “บุคคลผู้นี้ไม่มีความผิด เขาจะได้รับการอภัยโทษในไม่ช้า ถ้าท่านประหารชีวิตเขา ท่านจะต้องเสียใจ”
ขณะนี้ มันเป็นคืนวันที่ 13 ทหารจำนวนมากรักษาการณ์รอบที่พักชั่วคราวของอาตมาและในสวนใหญ่ เนื่องจากมันเกือบจะกลางเดือนกันยายนแล้ว ดวงจันทร์กลมมากและเต็มดวง ตอนกลางคืนอาตมาออกไปที่สวนและที่นั่น หันเข้าหาดวงจันทร์ สวดส่วนจิงาเงะของบทจูเรียว ต่อจากนั้นอาตมาพูดอย่างย่อๆเกี่ยวกับกุศลผลบุญและความผิดพลาดของนิกายต่างๆและเกี่ยวกับคำสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตร อาตมาพูดว่า “ท่าน เทพแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เข้าร่วมในพิธีของสัทธรรมปุณฑริกสูตรใช่หรือไม่? เมื่อพระพุทธะเทศนาบท “หอรัตนสถูป” (โฮโท) ท่านเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ และในบท “การมอบหมาย” (โซกุรุย) เมื่อพระพุทธะวางมือของพระองค์บนศีรษะของท่าน 3 ครั้ง ท่านปฏิญาณปฏิบัติตามคำบัญชาเรื่องการถ่ายโอนและคุ้มครองสัทธรรมปุณฑริกสูตร ท่านไม่ใช่เทพองค์นั้นหรือ? ถ้าไม่ใช่อาตมาท่านมีโอกาสปฏิบัติตามคำปฏิญาณของท่านใช่หรือไม่? เนื่องจากท่านมองเห็นอาตมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านควรจะปรากฏตัวฉับพลันอย่างดีใจเพื่อคุ้มครองผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรและด้วยเหตุนั้นบรรลุคำปฏิญาณของท่านที่กล่าวต่อพระพุทธะ มันไม่น่าเชื่อว่าท่านยังไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้าไม่ได้ทำสิ่งใดเพื่อทำให้ประเทศนี้เกิดความถูกต้อง อาตมาจะไม่กลับเมืองคามากูระ ถ้าท่านไม่ปรารถนาทำสิ่งใดเพื่ออาตมา ท่านสามารถส่องแสงอย่างใจเย็นได้ต่อไป ท่านอ่านข้อความต่อไปนี้จากพระสูตรด้วยเหตุใด? ไดจูกุสูตรกล่าว “ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ไม่ได้ส่องแสงของพวกเขา” นินโนะสูตรกล่าว “ทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จะทำหน้าที่อย่างขัดแย้งกัน” ไซโช-โอสูตรกล่าว “เทพ 33 องค์จะเดือดดาล” คำตอบของท่าน ดวงจันทร์คืออะไร ? คำตอบของท่านคืออะไร?”
ต่อมา ราวกับว่าเป็นคำตอบ ดาวใหญ่ดวงหนึ่งสว่างไสวเท่ากับดาวศุกร์ตกมาจากท้องฟ้าและกระทบกิ่งของต้นพลัมซึ่งอยู่ข้างหน้าอาตมา ทหารตกใจกระโดดลงจากระเบียง แนบใบหน้าของพวกเขากับพื้นสวน หรือวิ่งไปอยู่ข้างหลังบ้าน ทันใดนั้นลมเริ่มกรรโชกแรงโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงมากจนกระทั่งเกาะเอโนชิมาทั้งเกาะดูเหมือนคำราม ฟ้าลั่น สะท้อนด้วยเสียงคล้ายกับการตีกลอง
ณ รุ่งอรุณวันที่ 14 ประมาณยามเถาะ (5.00-7.00 น.) ชายคนหนึ่งชื่อจูโร นิวโด มาหาและพูดกับอาตมาว่า “เมื่อคืนที่แล้ว เกิดความชุลมุนวุ่นวายมากในที่พำนักของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ณ ยามจอ (19.00-21.00 น.) พวกเขาเรียกผู้พยากรณ์ ที่พูด “ประเทศนี้กำลังจะเกิดความสับสนอลหม่านเนื่องจากท่านลงโทษพระสงฆ์รูปนั้น ถ้าท่านไม่เรียกตัวเขาให้กลับมาที่เมืองคามากูระ ก็ไม่อาจจะทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้”” เช่นกัน บางคนพูด “อภัยโทษให้เขาเถอะ !” บางคนพูด “เนื่องจากเขาพยากรณ์ว่าจะเกิดสงครามภายใน 100 วัน พวกเราควรจะรอและดูสิ่งที่จะเกิดขึ้น”
อาตมาถูกกักตัวอยู่ที่ตำบลเอชิเป็นเวลา 20 กว่าวัน ในช่วงเวลานั้นในเมืองคามากูระเกิดการลอบวางเพลิง 7-8 คดีและการฆาตกรรมต่อเนื่องไม่สิ้นสุด ผู้ดูหมิ่นธรรมะพูดกันปากต่อปากว่า ลูกศิษย์ของอาตมาวางเพลิง เจ้าหน้าที่รัฐบาลคิดว่าเรื่องนี้อาจจะจริงและรวบรวมรายชื่อผู้ติดตามอาตมา 260 กว่าคนที่พวกเขาเชื่อว่าควรจะถูกขับออกจากเมืองคามากูระ คำพูดแพร่สะพัดว่าบุคคลเหล่านั้นทุกคนถูกเนรเทศไปยังเกาะที่ห่างไกลและลูกศิษย์เหล่านั้นที่อยู่ในคุกแล้วจะถูกตัดศีรษะ อย่างไรก็ตาม ต่อมาพิสูจน์ได้ว่าผู้นับถือนิกายเน็มบุตสึและนิกายวินัยวางเพลิงเพื่อใส่ความลูกศิษย์ของอาตมา ยังมีเรื่องอื่นอีก, แต่มันมากเกินกว่าการกล่าวถึง ณ ที่นี้
อาตมาออกจากตำบลเอชิ ในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1271 และมาถึงเกาะซาโดะในวันที่ 28 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน อาตมาถูกนำตัวมาที่กระท่อมเล็กหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ในทุ่งซึ่งเรียกว่าซึคาฮาระข้างหลังที่พำนักของฮมมะ โรขุโร ซาเอมนบนเกาะซาโดะ พื้นที่ 2 ตารางเมตรเท่านั้น กระท่อมนี้ตั้งอยู่บนที่ดินผืนหนึ่งซึ่งฝังศพไร้ญาติ สถานที่เหมือนกับเร็นไดโนะในกรุงเกียวโต ที่นั่นไม่มีพระพุทธรูปเลยและหลังคาและผนังเต็มไปด้วยช่องโหว่ หิมะตกและกองสุม ไม่เคยละลาย อาตมาใช้วันเวลาของอาตมาที่นั่น นั่งอยู่ในนั้นสวมเสื้อคลุมไร้แขนที่ทำด้วยฟางข้าวหรือนอนบนหนังสัตว์ ในเวลากลางคืน ลูกเห็บและหิมะตกและมีแสงวาบของฟ้าแลบเป็นครั้งคราว แม้แต่เวลากลางวันก็แทบจะไม่เห็นแสงอาทิตย์ นี่คือสถานที่อาศัยที่น่าเวทนา
อาตมารู้สึกเหมือนกับลี่ หลิง (Li Ling) ในประเทศจีน ที่ถูกจำคุกในถ้ำศิลาในดินแดนของอนารยชนตอนเหนือ หรือพระฟาเตา ที่ถูกนาบบนหน้าผากและถูกเนรเทศไปยังอาณาบริเวณใต้แม่น้ำแยงซีโดยจักรพรรดิฮุย-ซุง (Hui – Tsung) แห่งราชวงศ์ซุ่ง อย่างไรก็ตาม พระเจ้าธรรมิกราช (ซูซู ดัน) ได้รับการฝึกฝนอย่างหนักจากฤษีอสิต (อชิ) เพื่อได้รับกุศลผลบุญของสัทธรรมปุณฑริกสูตร และถึงแม้ว่าพระสทาปริภูตโพธิสัตว์ ถูกพระสงฆ์ที่ทะนงตัวตีด้วยไม้พลอง ท่านได้รับความเคารพในฐานะผู้อุทิศชีวิตต่อเอกยาน ดังนั้น ไม่มีอะไรทำให้อาตมารู้สึกปิติยินดีมากกว่าการได้เกิดมาในสมัยปัจฉิมธรรมและประสบกับการบีฑาธรรมเนื่องจากอาตมาเผยแผ่อักษร 5 ตัวของเมียวโฮ-เร็งเง-เคียว มากกว่า 2,200 ปีภายหลังการปรินิพพานของพระศากยมุนี ไม่มีใครแม้แต่พระเทียนไท้พบความจริงของโคลงในพระสูตรที่กล่าว “ผู้คนจะเต็มไปด้วยความเป็นศัตรู และมันยากอย่างยิ่งที่จะเชื่อ” อาตมาเท่านั้นทำให้คำพยากรณ์จากพระสูตร “พวกเราจะถูกเนรเทศครั้งแล้วครั้งเล่า” เป็นจริง พระพุทธะสัญญาว่าผู้ที่นับถือแม้แต่วลีเดียวหรือโคลงบทเดียวจากพระสูตรจะบรรลุพุทธภาวะ ไม่อาจมีข้อสงสัยว่าอาตมาจะบรรลุการรู้แจ้งที่สมบูรณ์ สำคัญที่สุด ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินโฮโจ โทกิมูเนะที่ช่วยเหลืออาตมามากที่สุด เฮอิ โนะ ซาเอมนก็ช่วยเหลืออาตมาเหมือนกับพระเทวทัตช่วยเหลือพระศากยมุนี พระสงฆ์นิกายเน็มบุตสึเปรียบเทียบกับพระโกกาลิก และผู้ติดตามนิกายวินัยเปรียบเทียบกับพระสุนักฉัตร พระศากยมุนีมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ นี่คือสมัยของพระพุทธะ นี่คือสิ่งที่สัทธรรมปุณฑริกสูตรบรรยายว่าลักษณะที่แท้จริงของชีวิต หรืออย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้นมีความสอดคล้องกันตั้งแต่ต้นจนปลาย
มหาสมถวิปัสสนาม้วนที่ 5 กล่าว “ในขณะที่การปฏิบัติก้าวหน้าและความเข้าใจเพิ่มพูน อุปสรรค 3 และมาร 4 เกิดขึ้น แข่งขันกับผู้ปฏิบัติเพื่อขัดขวาง” และกล่าวว่า “หมูป่าครูดภูเขาทองเพียงเพื่อจะทำให้ภูเขาทองส่องแสงแวววับเท่านั้น แม่น้ำไหลลงมหาสมุทรเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในมหาสมุทรเติมเชื้อเพลิงลงไปในไฟเพื่อทำให้เผาไหม้แรงมากขึ้น และลมทำให้ร่างกายของกาลกูลขยายตัว” หากปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตรตามที่พระพุทธะสอน ด้วยจิตใจของพระพุทธะ ในลักษณะท่าทางที่ถูกต้องและในเวลาที่ถูกต้อง เมื่อนั้นเขาจะเผชิญกับอุปสรรคและมาร 7 โดยมารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6 มีอำนาจมากที่สุดจะสิงผู้ปกครองประเทศ พ่อแม่ ภรรยาหรือลูกของพวกเขา ผู้นับถือหรือคนชั่ว โดยจะอาศัยพวกเขาเหล่านี้โดยจะมีท่าทางที่เป็นมิตรเพื่อชักจูงเขาให้หันเหไปจากการปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตรหรือจะขัดขวางเขาทันที การปฏิบัติศาสนาพุทธจะมาพร้อมกับการบีฑาธรรมและความยากลำบากตลอดเวลา และจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อมาปฏิบัติพระสูตรที่มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่สูงส่งที่สุดในบรรดาพระสูตรทั้งหมด และจะก่อให้เกิดการบีฑาธรรมร้ายแรง การปฏิบัติตามที่พระพุทธะสอน และในเวลาที่ถูกต้อง จะกระตุ้นให้เกิดการทดสอบที่ทรหดที่สุดและทุกข์ทรมานอย่างแท้จริง
อรรถกถา (งุเค็ตสึ) ม้วนที่ 8 กล่าว “ตราบใดที่บุคคลหนึ่งไม่พยายามออกจากวัฏจักรของการเกิดและความตายและแสวงหาการรู้แจ้ง มารจะคอยดูแลเขาเหมือนกับพ่อแม่” ถึงแม้ว่าจะปฏิบัติอย่างจริงใจด้วยจิตใจของพระพุทธะ แต่ตราบใดที่เขาปฏิบัติคำสอนนิกายเน็มบุตสึ มนตรยาน เซน วินัย หรือคำสอนใดๆนอกเหนือจากสัทธรรมปุณฑริกสูตร เขาจะมีมารเป็นพ่อแม่ มารจะทำให้บุคคลอื่นเคารพเขาและทำบุญกับเขา และผู้คนจะหลงผิดโดยเชื่อว่าเขาเป็นพระสงฆ์ที่รู้แจ้งแล้ว ยกตัวอย่าง ถ้าผู้ปกครองประเทศเคารพเขา ผู้คนจะทำบุญกับเขาอย่างแน่นอน ในทางตรงกันข้าม ถ้าพระสงฆ์รูปหนึ่งปฏิบัติสัทธรรมปุณฑริกสูตร ผู้ปกครองประเทศและผู้อื่นจะบีฑาธรรมเขา แท้ที่จริงการบีฑาธรรมที่เป็นทางการเป็นข้อพิสูจน์ว่าเขากำลังปฏิบัติคำสอนที่แท้จริง
พระเทวทัตพิสูจน์ความถูกต้องของคำสอนของพระศากยมุนีมากยิ่งกว่าผู้ใด ในสมัยนี้ก็เช่นกัน ไม่ใช่เพื่อนของเขาแต่เป็นศัตรูของเขาที่ช่วยเหลือเขาให้มีความก้าวหน้า รัฐบาลแห่งเมืองคามากูระไม่สามารถสถาปนาตัวเองเป็นผู้ปกครองประเทศญี่ปุ่นได้อย่างมั่นคงถ้าไม่ถูกวาดะ โยชิโมริและจักรพรรดิโกโตบะ (นอกราชบัลลังก์) ท้าทาย ในความหมายนี้คนเหล่านี้เป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดของรัฐบาล สำหรับอาตมา พันธมิตรที่ดีที่สุดของอาตมาในการบรรลุการรู้แจ้งคือเฮอิ โนะ ซาเอมน และผู้สำเร็จราชการแผ่นดินโฮโจ โทกิมูเนะ รวมทั้งโตโจ คาเงะโนบุ และพระเรียวคัน พระโดริว และพระโดอมิดาบุตสึ อาตมารู้สึกขอบคุณพวกเขาเมื่ออาตมาคิดว่าถ้าปราศจากพวกเขาอาตมามิอาจพิสูจน์ตัวอาตมาเองว่าเป็นผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร
ในลานรอบๆกระท่อมหิมะกองสูงขึ้นและสูงขึ้น ไม่มีใครมาหาอาตมา ผู้มาเยือนอาตมามีเพียงลมหนาวเข้ากระดูกเท่านั้น มหาสมถวิปัสสนาและสัทธรรมปุณฑริกสูตรเปิดกางตรงหน้าอาตมาและนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวไหลออกมาจากฝีปากอาตมา ทุกเย็นผ่านไปด้วยการสนทนากับดวงจันทร์และดวงดาวว่าด้วยความผิดพลาดของนิกายอื่นและความลึกซึ้งของสัทธรรมปุณฑริกสูตร หนึ่งปีผ่านไป ปีใหม่เข้ามาแทนที่
ไม่ว่าเราจะไปที่ใดเราพบคนที่มีใจแคบ ข่าวลือมาถึงอาตมาว่าพระสงฆ์นิกายวินัยและเน็มบุตสึบนเกาะซาโดะ ซึ่งรวมทั้งพระยุอิอมิดาบุตสึ พระโชยุ-โบะ พระอินโช-โบะ และพระจิโด-โบะ และผู้ติดตามจำนวนมาก ชุมนุมกันเพื่อตัดสินใจว่าจะจัดการกับอาตมาอย่างไร ตามข่าวลือหนึ่งในจำนวนนั้นพูด “พระนิชิเร็น ศัตรูตัวฉกาจของพระอมิตาภพุทธะและผู้หลอกลวงทุกคน ถูกเนรเทศมาที่จังหวัดของพวกเรา ตามที่พวกเราทุกคนทราบดี การถูกเนรเทศมาที่เกาะนี้ไม่บ่อยนักจะสามารถมีชีวิตรอด ถึงแม้ว่าผู้ถูกเนรเทศมีชีวิตรอด พวกเขาก็ไม่สามารถกลับบ้านได้ ดังนั้น การฆ่าผู้ถูกเนรเทศย่อมไม่ถูกลงโทษ พระนิชิเร็นอยู่ตามลำพังเท่านั้น ณ สถานที่ซึ่งเรียกว่าซึคาฮาระ ไม่ว่าเขาแข็งแรงและมีพลังมากเพียงใด ถ้าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ เขาจะสามารถทำอะไรได้หรือ? ขอให้พวกเราไปพร้อมกันและฆ่าเขา !” อีกรูปหนึ่งพูด “เขาต้องถูกตัดศีรษะ แต่การประหารชีวิตเขาถูกเลื่อนออกไปชั่วระยะเวลาหนึ่งเนื่องจากภรรยาของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินกำลังจะคลอดลูก การเลื่อนเวลาเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวเท่านั้น ถึงแม้ว่า อาตมาได้ยินมาว่าเขากำลังจะถูกตัดศีรษะในที่สุด” รูปที่ 3 พูด “ขอให้พวกเราไปขอร้องฮมมะให้ตัดศีรษะเขาเถอะ ถ้าเขาปฏิเสธ พวกเราจะวางแผนบางอย่างด้วยตัวพวกเราเอง” มีข้อเสนอมากมายเกี่ยวกับการจัดการอาตมา และในที่สุดผู้คนหลายร้อยคนมารวมกัน ณ สถานที่ทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัด
ฮมมะ โรขุโร ซาเอมนพูดกับพวกเขาว่า “มีหนังสือที่เป็นทางการจากรัฐบาลสั่งว่ามิให้ประหารชีวิตพระสงฆ์รูปนี้ บุคคลผู้นี้ไม่ใช่อาชญากรที่น่าชัง และถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ข้าพเจ้าจะมีความผิดร้ายแรงข้อหาละทิ้งหน้าที่ แทนที่จะฆ่าเขา ทำไมพวกท่านจึงไม่เผชิญหน้ากับเขาในการโต้วาทีธรรมะ?” ตามคำแนะนำนี้ พระสงฆ์นิกายเน็มบุตสึและนิกายอื่น พร้อมด้วยพระสงฆ์ที่กำลังรับการฝึกเป็นพิเศษ ขนพระสูตรนิกายสุขาวดี (โจโด) 3 พระสูตร มหาสมถวิปัสสนา มนตรยานสูตรและคัมภีร์ด้วยแขนของพวกเขาหรือคล้องคอพวกเขา ชุมนุมกันที่ซึคาฮาระในวันที่ 16 มกราคม พวกเขาไม่ได้มาจากจังหวัดซาโดะเท่านั้นแต่มาจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดเอชิโงะ เอ็ตชุ เดวะ มุซึและชินาโนะด้วยเช่นกัน พระสงฆ์และผู้อื่นหลายร้อยคนชุมนุมกันที่ลานกว้างของกระท่อมและในทุ่งที่ติดกัน ฮมมะ โรขุโร ซาเอมน พี่น้อง (ชาย) และครอบครัวของเขาก็มาทั้งหมด รวมทั้งชาวนา (นิวโด) ทั้งหมดเป็นจำนวนมาก พระสงฆ์นิกายเน็มบุตสึพูดใส่ร้ายเต็มที่ พระสงฆ์นิกายมนตรยานมีสีหน้าโกรธจัดและพระสงฆ์นิกายเทียนไท้ปฏิญาณว่าจะพิชิตคู่แข่ง ผู้นับถือฆราวาสตะโกนด้วยความเกลียดชัง “นั่นไง เขาคือ - - ผู้ดูหมิ่นพระอมิตาภพุทธะของพวกเรา !” ความอึกทึกครึกโครมและการพูดเยาะเย้ยดังก้องเหมือนกับเสียงฟ้าร้องและดูเหมือนทำให้พื้นดินสั่น อาตมาปล่อยให้พวกเขาส่งเสียงอึกทึกชั่วขณะหนึ่งและต่อมาพูด “ทุกท่าน จงเงียบ ! พวกท่านมาที่นี่เพื่อโต้วาทีธรรมะ ไม่ใช่เวลาที่จะมาใส่ร้ายกัน” เมื่อพูดเช่นนี้ ฮมมะและผู้อื่นออกเสียงแสดงความเห็นด้วย และบางคนจับคอพระสงฆ์นิกายเน็มบุตสึที่ดูหมิ่นธรรมะและลากตัวออกไป
พระสงฆ์เหล่านั้นเริ่มอ้างคำสอนมหาสมถวิปัสสนา มนตรยานและสุขาวดี อาตมาตอบ พระสงฆ์แต่ละรูป อธิบายความหมายที่ถูกต้องของสิ่งที่พวกเขากล่าวมา ครั้นแล้วก็กลับมาตั้งคำถามบ้าง อย่างไรก็ตาม อาตมาจำเป็นต้องยุติการถามเพียง 1 หรือ 2 ข้อ (มากที่สุดแล้ว) เท่านั้นเนื่องจากพวกเขาเงียบสนิท เธอสามารถจินตนาการได้การโต้วาทีดำเนินไปอย่างไร พวกเขามีความรู้ด้อยยิ่งกว่าพระสงฆ์ในเมืองคามากูระ และอาตมาหักล้างพวกเขาได้อย่างง่ายดายเช่นเดียวกับดาบคมกริบ หั่นแตงโมหรือลมแรงทำให้ต้นหญ้าลู่ (เอนอ่อนไปตามลม) พวกเขาไม่เพียงศึกษาศาสนาพุทธ ไม่แตกฉานเท่านั้น แต่ยังพูดจาขัดแย้งกันเอง พวกเขาสับสนระหว่างพระสูตรกับศาสตร์ (รอน) และอรรถกถากับศาสตร์ อาตมาทำลายความน่าเชื่อถือของนิกายเน็มบุตสึโดยเล่าเรื่องราวพระชาน-เตาตกจากต้นหลิวอย่างไร อาตมาเปิดโปงความเท็จของคำกล่าวของนิกายมนตรยานที่ว่าคทาซึ่งพระโกโบะทิ้งลงทะเลในระหว่างการเดินทางกลับจากประเทศจีนต่อมาปรากฏบนภูเขาโคยะและข้อโต้แย้งที่ว่าพระโกโบะเปลี่ยนกายของเขาเองเป็นพระไวโรจนพุทธะ เมื่ออาตมาอธิบายความเท็จของแต่ละนิกาย พระสงฆ์บางรูปกล่าวคำปฏิญาณ บางรูปพูดไม่ออก ในขณะที่ผู้อื่นหน้าซีดเผือด ผู้นับถือนิกายเน็มบุตสึบางคนยอมรับความผิดพลาดของนิกายของพวกเขา บางรูปถอดเสื้อคลุมยาวและขว้างลูกประคำทันทีและปฏิญาณไม่กลับไปสวดมนต์ของนิกายเน็มบุตสึอีกแล้ว
สมาชิกในกลุ่มทั้งหมดเริ่มจากไป เช่นเดียวกับโรขุโร ซาเอมนและคนของเขา เมื่อพวกเขาเดินผ่านลาน อาตมาเรียกเขาให้กลับมาเพื่อบอกคำพยากรณ์ ตอนแรกอาตมาถามเขาว่าเขาจะเดินทางไปเมืองคามากูระเมื่อใด และเขาตอบว่าประมาณเดือนกรกฎาคม หลังจากชาวนาของเขาเสร็จสิ้นการปลูกข้าวบนผืนดิน ครั้นแล้วอาตมากล่าว “สำหรับทหาร การเพาะปลูกหมายถึงการช่วยเหลือเจ้านายของเขาในเวลาที่มีอันตรายและได้รับที่ดินเป็นการตอบแทน ในเมืองคามากูระกำลังจะเกิดการสู้รบ ท่านควรจะรีบไปที่นั่นเพื่อแสดงฝีมือของท่านเองให้ปรากฏในการรบ และแล้วท่านจะได้รับการปูนบำเหน็จที่ดิน เนื่องจากทหารของท่านมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วจังหวัดซางามิ ถ้าท่านยังคงอยู่ที่นี่ในชนบทดูแลการทำนาของท่านและไปไม่ทันการรบ ชื่อเสียงของท่านจะเสื่อมเสีย” ไม่มีคำพูดจากเขาอาตมาจึงไม่ทราบว่าเขาคิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฮมมะจากไปอย่างรวดเร็ว พระสงฆ์และผู้นับถือฆราวาสนิกายเน็มบุตสึและวินัยดูเหมือนงุนงง ไม่เข้าใจสิ่งที่อาตมาพูด
หลังจากทุกคนไปแล้ว อาตมาเริ่มทุ่มเทความพยายามรังสรรค์ผลงาน 2 ม้วน ซึ่งเรียกว่า“ไคโมขุ โช” หรือเปิดดวงตา ซึ่งอาตมาเขียนมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว อาตมาต้องการบันทึกความพิศวงซึ่งอาตมาประสบ ในกรณีที่อาตมาถูกตัดศีรษะ ความหมายสำคัญในผลงานชิ้นนี้ ซึ่งอาตมามอบให้ผู้ส่งสารของชิโจ คิงโงะ คือชะตากรรมของประเทศญี่ปุ่นขึ้นอยู่กับอาตมาเท่านั้น บ้านที่ไม่มีเสาหลักจะพังลงและมนุษย์ที่ไม่มีวิญญาณจะตาย อาตมาเป็นวิญญาณของคนญี่ปุ่น เฮอิ โนะ ซาเอมนล้มเสาหลักเรียบร้อยแล้ว และประเทศนี้สับสนวุ่นวายเมื่อข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริงและการคาดการณ์ผุดขึ้นเหมือนกับผีทำให้เกิดการทะเลาะกันในตระกูลโฮโจ นอกจากนี้ ประเทศญี่ปุ่นกำลังจะถูกต่างประเทศรุกราน ตามที่อาตมาบรรยายใน “หนังสือการยังสันติสุขสู่บ้านเมืองด้วยการเผยแผ่ศาสนาพุทธแท้” ลูกศิษย์รอบกายของอาตมาคิดว่าหนังสือฉบับนี้ซึ่งอาตมาอธิบายความคิดเหล่านี้ก้าวร้าวเกินไป แต่พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ต่อมาไม่นาน เรือลำหนึ่งมาที่เกาะนี้ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พร้อมกับข่าวเกิดการสู้รบในเมืองคามากูระและต่อมาในเมืองเกียวโต ทำให้เกิดความทุกข์สุดที่จะพรรณนา ฮมมะ โรขุโร ซาเอมน นำคนของเขาลงเรือเร็วไปเมืองคามากูระในคืนนั้น ก่อนออกเดินทางเขาขอร้องอย่างนอบน้อมให้อาตมาอธิษฐานเพื่อเขา
เขาพูด “ข้าพเจ้าสงสัยคำพูดของท่านในวันที่ 16 เดือนที่แล้วจะเป็นจริงหรือไม่ แต่ก็เป็นจริงภายในไม่ถึง 30 วัน เนื่องจากข้าพเจ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าชาวมองโกลจะโจมตีพวกเราอย่างแน่นอนและแน่นอนว่าผู้นับถือนิกายเน็มบุตสึมีชะตากรรมตกนรกแห่งความทรมานไม่สิ้นสุดเช่นกัน ข้าพเจ้าจะไม่สวดมนต์เน็มบุตสึอีกต่อไป”
ต่อคำพูดนี้อาตมาตอบ “ไม่ว่าท่านอาจจะทำอะไรก็ตาม ถ้าผู้สำเร็จราชการแผ่นดินโฮโจ โทกิมูเนะไม่นับถือความศรัทธาที่แท้จริง คนญี่ปุ่นก็จะไม่นับถือเช่นกัน และถ้าเป็นเช่นนั้นประเทศของพวกเราจะประสบความหายนะอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าอาตมาอาจจะไม่ค่อยมีความสำคัญ อาตมาเผยแผ่สัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งเป็นฑูตของพระศากยมุนี ประเทศนี้ให้ความเคารพเทพธิดา
ดวงอาทิตย์และฮะชิมันในฐานะธรรมบาลเทวะ แต่พวกเขาเป็นเทพที่มีความสำคัญน้อยกว่า
เมื่อเปรียบเทียบกับพระพรหม พระอินทร์ เทพแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์และท้าวจตุโลกบาล อย่างไรก็ตาม กล่าวกันว่าการฆ่าบางคนที่ปรนนิบัติเทพ 2 องค์นั้นเท่ากับบาปจากการฆ่ามนุษย์ 7 คน ไทระ โนะ คิโยโมริและจักรพรรดิโกโตบะพ่ายแพ้ย่อยยับเนื่องจากพวกเขาทำเช่นนั้น ดังนั้น การบีฑาธรรมอาตมาจึงเลวร้ายกว่าการทำร้ายผู้รับใช้เทพ 2 องค์นั้นอย่างมิอาจเปรียบเทียบได้ อาตมาเป็นฑูตของพระศากยมุนี และเทพเหล่านั้นควรจะกราบอาตมาแบบเบญจางคประดิษฐ์ (การกราบโดยเอาเข่าทั้งสอง มือทั้งสอง และศีรษะจดลงกับพื้น) ในฐานะผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร พระพรหมและพระอินทร์ดูแลอาตมาข้างละองค์ และเทพแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ให้ความสว่างแก่เส้นทางของอาตมาทั้งข้างหน้าและข้างหลัง เขาอาจจะใช้คำแนะนำของอาตมา แต่ถ้าเขาไม่เคารพอาตมาในฐานะผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร ประเทศจะล่มสลาย ช่างเป็นลางร้ายที่ผู้มีอำนาจทำให้บุคคลจำนวนมากถือว่าอาตมาเป็นศัตรูและนอกจากนี้เนรเทศอาตมา 2 ครั้ง ! ประเทศนี้ประสบกับความหายนะอย่างแน่นอน แต่เนื่องจากอาตมาขอร้องธรรมบาลเทวะระงับการลงโทษประเทศของพวกเรา ประเทศนี้จึงยืนยงมาจนกระทั่งบัดนี้ อย่างไรก็ตาม การลงโทษนั้นจะมีผลย้อนหลังอย่างแน่นอน ถ้ายังมีการกระทำที่ไม่มีเหตุผลเหล่านี้อีก และในอนาคตถ้าคำแนะนำของอาตมาไม่ได้รับการเอาใจใส่ ประเทศญี่ปุ่นจะถูกทำลายโดยการโจมตีจากกองทัพมองโกลอย่างแน่นอน ดูเหมือนว่าความหายนะชนิดนี้เฮอิ โนะ ซาเอมนตั้งใจทำให้ปรากฏ เมื่อมันเกิดขึ้น อาตมาสงสัยว่าท่านและผู้ติดตามท่านสามารถหาความปลอดภัยใดๆ แม้แต่บนเกาะนี้ !” หลังจากอาตมาพูดจบ ฮมมะ ดูเหมือนงงงวยอย่างมาก เริ่มต้นเดินทางไปตามทางของเขา
ผู้นับถือฆราวาส เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็คุยกันว่า “บางทีพระสงฆ์รูปนี้มีพลังจิตบางอย่าง ช่างน่ากลัวมาก ! ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พวกเราควรจะเลิกทำบุญและการสนับสนุนใดๆแก่พระสงฆ์นิกายเน็มบุตสึและวินัยน่าจะดีกว่า” พระสงฆ์นิกายวินัย ที่เป็นผู้ติดตามพระเรียวคัน และพระสงฆ์นิกายเน็มบุตสึกล่าว “เนื่องจากพระสงฆ์รูปนี้พยากรณ์ว่าจะเกิดการกบฏในเมืองคามากูระ บางทีเขาเป็นหนึ่งในผู้วางแผนการร้ายก็ได้” หลังจากนี้ เรื่องค่อนข้างเงียบ
ต่อมาพระสงฆ์นิกายเน็มบุตสึชุมนุมกันในที่ประชุม “ถ้าเหตุการณ์ยังดำเนินต่อไปเช่นนี้” พวกเขาพูดว่า “พวกเราจะตายเนื่องมาจากความอดอยาก พวกเราจะสามารถกำจัดพระสงฆ์รูปนี้ได้อย่างไร? ประชาชนในจังหวัดนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งแปรพักตร์ไปอยู่ฝ่ายเขาเรียบร้อยแล้ว พวกเราจะทำอย่างไร”
พระยุอิอมิดะบุตสึ ผู้นำพระสงฆ์นิกายเน็มบุตสึ พร้อมด้วยพระโดคัน ลูกศิษย์ของพระเรียวคัน และพระโชยุ-โบะ ที่เป็นผู้นำพระสงฆ์นิกายวินัย เดินทางไปเมืองคามากูระด้วยความเร่งรีบ ที่นั่นพวกเขารายงานต่อโฮโจ โนบุโทกิ (ผู้ว่าราชการจังหวัดมูซาชิ) “ถ้าพระสงฆ์รูปนี้ยังคงอยู่บนเกาะซาโดะ ในไม่ช้าจะไม่มีวัดในพุทธศาสนาตั้งอยู่แม้แต่วัดเดียว หรือไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่แม้แต่รูปเดียว ! เขานำรูปปั้นของพระอมิตาภพุทธะไปและโยนเข้าไปในกองไฟหรือทิ้งลงแม่น้ำ เขาปีนภูเขาสูง ตะโกนไปทางดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ และสาปแช่งผู้มีอำนาจตลอดเวลา เสียงของเขาสามารถได้ยินไปทั่วทั้งจังหวัด”
เมื่อโฮโจ โนบุโทกิได้ฟังเช่นนี้ เขาตัดสินใจว่าไม่มีความจำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้ต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน แทนที่จะรายงานขึ้นไปเขาส่งคำสั่งลับว่าผู้ติดตามพระนิชิเร็นฯทุกคนในจังหวัดซาโดะต้องถูกขับไล่ออกจากจังหวัดหรือถูกจำคุก เช่นกัน เขาส่งหนังสือที่เป็นทางการซึ่งมีคำสั่งเดียวกัน เขาทำเช่นนั้น 3 ครั้ง อาตมาจะไม่พยายามบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น บางทีเธอสามารถจินตนาการได้ บางคนถูกจำคุก เนื่องจากกล่าวกันว่าพวกเขาเดินผ่านกระท่อมของอาตมา คนอื่น
ถูกเนรเทศเนื่องจากมีรายงานว่าพวกเขาถวายสิ่งของแด่อาตมา หรือภรรยาและลูกของพวกเขา
ถูกควบคุมอารักขา ต่อมาโฮโจ โนบุโทกิ รายงานสิ่งที่เขาทำไปแล้วต่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
แต่ตรงกันข้ามกับการคาดคิดของเขามาก ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินออกหนังสืออภัยโทษในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1274 (ปีที่ 11 แห่งสมัยบุนเออิ) ซึ่งมาถึงเกาะซาโดะในวันที่ 8 มีนาคม
พระสงฆ์นิกายเน็มบุตสึประชุมอีกครั้งหนึ่ง “พระสงฆ์รูปนี้เป็นศัตรูของพระอมิตาภพุทธะและผู้ดูหมิ่นพระชาน-เตาและพระโพธิสัตว์โฮเน็น สร้างความไม่พอใจแก่ผู้มีอำนาจและถูกเนรเทศมาที่เกาะนี้ พวกเราทนได้อย่างไรเมื่อมองเห็นเขาได้รับการอภัยโทษและอนุญาตให้กลับบ้านทั้งๆที่มีชีวิตอยู่ !”
ในขณะที่พวกเขาวุ่นอยู่กับแผนการต่างๆ ด้วยเหตุผลบางประการเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนเกี่ยวกับสภาพลมฟ้าอากาศ ลมแห่งความเอื้ออำนวยเริ่มพัดและอาตมาสามารถออกจากเกาะนี้ ด้วยลมแห่งความเอื้ออำนวยนี้จึงสามารถข้ามช่องแคบภายใน 3 วัน หรือ 50 หรือ 100 วัน เมื่อสภาพลมฟ้าอากาศเลวร้าย อาตมาข้ามช่องแคบได้อย่างรวดเร็วมาก
หลังจากนั้นทันทีพระสงฆ์นิกายเน็มบุตสึ วินัย และมนตรยานแห่งโค (ko) ในจังหวัดเอชิโงะและวัดเซ็นโคจิในจังหวัดชินาโนะจากทุกทิศมารวมกันเพื่อจัดการประชุม “ช่างน่าอัปยศอดสู
ที่พระสงฆ์บนเกาะซาโดะปล่อยให้พระนิชิเร็นมีชีวิตกลับมาได้ ! พวกเราจะทำทุกวิถีทาง พวกเราต้องไม่ยอมให้พระสงฆ์รูปนี้เดินทางผ่านกายที่มีชีวิตของพระอมิตาภพุทธะ !”
แต่ทั้งๆที่มีการวางเล่ห์เพทุบายไว้แล้ว ทหารจำนวนมากจากสำนักรัฐบาลโคในจังหวัดเอชิโงะถูกส่งมาคุ้มกันอาตมา ดังนั้น อาตมาจึงสามารถผ่านวัดเซ็นโคจิอย่างปลอดภัย และพระสงฆ์นิกายเน็มบุตสึไม่สามารถหยุดอาตมา อาตมาออกจากเกาะซาโดะในวันที่ 13 มีนาคม และมาถึงเมืองคามากูระในวันที่ 26 เดือนเดียวกัน
ในวันที่ 8 เมษายน อาตมาพบกับเฮอิ โนะ ซาเอมน ในทางตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของเขา
ในคราวก่อน กริยาท่าทางของเขาค่อนข้างอ่อนโยนและเขาปฏิบัติต่ออาตมาด้วยความสุภาพ พระสงฆ์ที่มากับเขาถามอาตมาเกี่ยวกับนิกายเน็มบุตสึ ฆราวาสคนหนึ่งถามเกี่ยวกับนิกายมนตรยาน และ
อีกบุคคลหนึ่งถามเกี่ยวกับนิกายเซน ในขณะที่เฮอิ โนะ ซาเอมน ตัวเขาเองสอบถามการบรรลุ
การรู้แจ้งด้วยพระสูตรใดๆซึ่งเทศนาก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตรมีความเป็นไปได้หรือไม่ อาตมาตอบคำถามเหล่านี้ทุกข้อโดยการอ้างข้อความจากพระสูตรต่างๆ
ต่อมาเฮอิ โนะ ซาเอมน ที่ดูเหมือนปฏิบัติหน้าที่ในนามของผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ถามว่ากองทัพมองโกลจะรุกรานประเทศญี่ปุ่นเมื่อใด อาตมาตอบ “กองทัพมองโกลจะเข้ามาภายในปีนี้อย่างแน่นอน อาตมาแสดงความคิดเห็นของอาตมาต่อเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้รับความสนใจ ถ้าท่านพยายามรักษาความเจ็บป่วยของบางคนโดยไม่เข้าใจสาเหตุแห่งความเจ็บป่วยคืออะไร ท่านจะทำให้บุคคลนั้นป่วยหนักยิ่งขึ้นเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน ถ้าอนุญาตให้พระสงฆ์นิกายมนตรยาน พยายามเอาชนะชาวมองโกลด้วยคำอธิษฐานและการสาปแช่งของพวกเขา พวกเขาจะทำให้ประเทศนี้มีแนวโน้มประสบความพ่ายแพ้ทางทหารมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าอะไรก็ตาม อย่าอนุญาตให้พระสงฆ์นิกายมนตรยาน หรือพระสงฆ์นิกายอื่นถวายคำอธิษฐานต่อเทพเจ้าเพื่อเรื่องนั้น มันจะเกิดความแตกต่างถ้าพระสงฆ์นิกายใดนิกายหนึ่งมีความเข้าใจศาสนาพุทธอย่างแท้จริง แต่พวกเขาไม่มีความเข้าใจ แม้แต่เมื่ออธิบายแก่พวกเขาแล้ว
และอาตมาได้สังเกตว่า ถึงแม้ว่าคำแนะนำจากผู้อื่นได้รับความสนใจ เมื่ออาตมาเสนอคำแนะนำ มันถูกปฏิเสธอย่างสม่ำเสมอด้วยเหตุผลประหลาดบางประการ อย่างไรก็ตาม อาตมาปรารถนากล่าวข้อเท็จจริงบางอย่าง ณ ที่นี้ เพื่อที่ท่านอาจจะพิจารณาในภายหลัง จักรพรรดิโกโตบะเป็นผู้ปกครองประเทศนี้และโฮโจ โยชิโทกิเป็นพสกนิกรของพระองค์ และอย่างไรก็ตามเขาโจมตีและทำให้จักรพรรดิพ่ายแพ้ ทำไมเทพธิดาดวงอาทิตย์จึงอนุญาตให้พสกนิกรโจมตีจักรพรรดิซึ่งเหมือนกับเป็นพ่อของเขา? ทำไมพระโพธิสัตว์ฮะชิมันจึงอนุญาตให้ผู้รับใช้โจมตีเจ้านายของเขาโดยได้รับนิรโทษ? และแม้กระนั้น ตามที่พวกเราทราบ จักรพรรดิอื่นและข้าราชสำนักที่สนับสนุนจักรพรรดิโกโตบะพ่ายแพ้แก่โฮโจ โยชิโทกิ ความพ่ายแพ้นั้นไม่มีบังเอิญแน่นอน มันเกิดขึ้นเนื่องจากพวกเขามีความศรัทธาต่อคำสอนที่ชักนำไปในทางที่ผิดของมหาธรรมาจารย์โกโบะและข้อคิดเห็นที่ลำเอียงของมหาธรรมาจารย์จิคากุและมหาธรรมาจารย์ชิโช และเนื่องจากพระสงฆ์แห่งวัดภูเขาฮิเออิ วัดโทจิ และวัดโอโนจิสนับสนุนข้าราชสำนักในการต่อต้านรัฐบาลทหารแห่งเมืองคามากูระ ดังนั้นคำสาปแช่งของพวกเขาจึง “กลับสู่ผู้ให้กำเนิด” ตามที่สัทธรรมปุณฑริกสูตรกล่าว และผลที่ตามมา จักรพรรดิและข้าราชสำนักของพระองค์ถูกยัดเยียดความพ่ายแพ้ ผู้นำทหารในเมืองคามากูระไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับพิธีกรรมเช่นนั้นดังนั้นจึงไม่ได้ถวายคำอธิษฐานหรือกล่าวคำสาปแช่ง แต่บัดนี้ถ้าพวกเขาถวายคำอธิษฐานพวกเขาจะประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับข้าราชสำนัก
ชาวเอโซที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่นไม่มีความเข้าใจคำสอนเรื่องกรรม อันโด
โกโรเป็นชายที่มีความศรัทธาแรงกล้าที่รู้กฎของเหตุและผลและสร้างหอประชุมและสถูปทางพุทธศาสนามากมาย และแม้กระนั้นชาวเอโซตัดศีรษะเขาด้วยเหตุผลบางประการ เมื่อพิจารณาเหตุการณ์เหล่านี้ อาตมาไม่มีความสงสัยว่าถ้าอนุญาตให้พระสงฆ์เหล่านี้ดำเนินการถวายคำอธิษฐานเพื่อให้ได้รับชัยชนะ ตำแหน่งของท่านก็จะประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่ดีบางอย่างเช่นกัน และเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ท่านอย่ากล่าวหาว่าอาตมาไม่ได้เตือนท่าน !” สิ่งนั้นเป็นท่าทีที่จริงจังซึ่งอาตมากล่าวกับเขา
เมื่ออาตมากลับบ้าน อาตมาได้ยินว่ามีคำสั่งให้พระโฮอินแห่งหอพระอมิตาภพุทธะอธิษฐานขอฝนตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน พระโฮอินรูปนี้เป็นพระสงฆ์ที่มีความรู้มากที่สุดของวัดโทจิและเป็นอาจารย์ของพระโดโจแห่งวัดนินนะจิ เขายึดติดคำสอนนิกายมนตรยานที่ลึกลับของพระโกโบะ พระจิคากุและพระชิโชด้วยความซื่อสัตย์มากและสามารถท่องจำคำสอนของนิกายเทียนไท้และอวตังสกสูตรได้ทั้งหมด เขาเริ่มอธิษฐานขอฝนในวันที่ 10, และวันที่ 11 ฝนตกหนัก ไม่มีลมเลย แต่ฝนตกปรอยๆเท่านั้นเป็นเวลา 1 วันและ 1 คืน กล่าวกันว่าโฮโจ โทกิมูเนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดซางามิ ประทับใจมาก จนกระทั่งเขาถวายทองคำ 30 เรียว ม้า 1 ตัว และสิ่งของอื่นๆเป็นรางวัลแด่พระโฮอิน
เมื่อชาวเมืองคามากูระ ทั้งที่มีชื่อเสียงและที่ต่ำต้อย ได้ยินเช่นนี้ พวกเขาตบมือ เม้มฝีปาก และหัวเราะเยาะเย้ย คำพูด “พระนิชิเร็นสอนศาสนาพุทธแบบผิดๆและเกือบจะถูกตัดศีรษะ ในที่สุด
เขาได้รับการอภัยโทษ แต่แทนที่จะได้บทเรียน เขากลับดูหมิ่นนิกายเน็มบุตสึและเซนอีก และนอกจากนี้กล้าพูดใส่ร้ายคำสอนลึกลับของนิกายมนตรยาน ช่างโชคดีเพียงไร เนื่องจากฝนตกพวกเราจึงมีข้อพิสูจน์เกี่ยวกับอานุภาพแห่งคำอธิษฐานของนิกายมนตรยาน !”
เมื่อเผชิญหน้ากับการวิจารณ์เหล่านี้ ลูกศิษย์ของอาตมาหดหู่ใจมากและบ่นว่าอาตมาก้าวร้าวเกินไปที่ไปโจมตีนิกายอื่น แต่อาตมาพูดกับพวกเขา “รอดูอีกหน่อยเถอะ ถ้าคำสอนที่ชั่วร้ายของมหาธรรมาจารย์โกโบะทำให้คำอธิษฐานเพื่อความผาสุกของประเทศเป็นจริง ดังนั้น จักรพรรดิ
โกโตบะต้องประสบชัยชนะในการต่อสู้กับรัฐบาลทหารแห่งเมืองคามากูระอย่างแน่นอน และเซทากะ
เด็กรับใช้ที่โปรดปรานของพระโดโจแห่งวัดนินนะจิจะไม่ถูกตัดศีรษะ ในงานนิพนธ์ของพระโกโบะ“หนังสือว่าด้วย 10 ขั้นของจิตใจ” (จูจูชิน-รอน) กล่าวว่าสัทธรรมปุณฑริกสูตรด้อยกว่าอวตังสกสูตร ใน “บทคัดย่อ “หนังสือว่าด้วย 10 ขั้นของจิตใจ”” (ฮิโซ โฮยกุ) เขาอ้างว่าพระศากยมุนีในบทจูเรียวของสัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา และใน “การเปรียบเทียบระหว่างศาสนาพุทธ
ซึ่งเปิดเผยสำหรับสาธารณชนกับลึกลับ” (เค็มมิตสึ – นิเคียว รอน) เขาเรียกมหาธรรมาจารย์เทียนไท้ว่าขโมย นอกจากนี้ พระคกุบันแห่งนิกายมนตรยาน ในผลงานของเขา คือ ชริโกะ – ชิกิ กล่าวว่าพระพุทธะที่เทศนาสัทธรรมปุณฑริกสูตรไม่คู่ควรแม้แต่เป็นผู้ถือรองเท้าแตะให้อาจารย์แห่งนิกายมนตรยาน พระโฮอินแห่งหอพระอมิตาภพุทธะเป็นผู้ติดตามคนที่สอนคำสอนวิปริตเหล่านี้ ถ้าคนเช่นนั้นสามารถแสดงตัวเขาเองว่าเหนือกว่าอาตมา ดังนั้น พญามังกรที่ส่งฝนลงมาต้องเป็นศัตรูของสัทธรรมปุณฑริกสูตร และพวกเขาจะถูกพระพรหม พระอินทร์ และท้าวจตุโลกบาลลงโทษอย่างแน่นอน มันต้องมีเหตุผลที่ซ่อนเร้นบางประการ !”
““เหตุผลที่ซ่อนเร้น” ท่านหมายถึงอะไร?” ลูกศิษย์ของอาตมาถามพร้อมกับยิ้มดูแคลน
อาตมาตอบ “พระศุภกรสิงห์ (ชาน หวู เหว่ย) และพระอโมฆวัชระ (ปู คุง) ทั้งสองรูปทำให้ฝนตกตามคำอธิษฐานของพวกเขา แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาทำให้เกิดลมแรงเช่นกัน เมื่อพระโกโบะอธิษฐานขอฝน ฝนตกหลังจากผ่านไป 21 วัน แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น มันเหมือนกับราวกับว่าเขาไม่ได้ทำให้ฝนตก เนื่องจากฝนจำนวนหนึ่งจะตกแน่นอนในช่วง 21 วันนั้น ความจริงที่ว่าบังเอิญฝนตกในขณะที่เขากำลังอธิษฐานขอฝนดังนั้นจึงไม่มีทางสังเกต สิ่งที่น่าประทับใจอย่างแท้จริงคือการทำให้ฝนตกด้วยพิธีกรรมเดียว วิธีที่พระเทียนไท้และพระเซ็นคันทำ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมอาตมาจึงพูดว่าต้องมีบางสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับฝนนี้”
อาตมายังพูดไม่จบเมื่อลมแรงมากเริ่มพัด บ้านทุกขนาด วัดและศาลเจ้า ต้นไม้แก่และ
สิ่งปลูกสร้างของรัฐบาลทั้งหมดนี้ถูกพัดลอยไปในอากาศหรือล้มลงสู่พื้นดิน วัตถุเรืองแสงขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่งลอยผ่านท้องฟ้า และคานและคานค้ำหลังคากระจายไปทั่วพื้นดิน ชายและหญิงถูกพัดจนถึงแก่ความตาย และวัว ควาย และม้าล้มตายจำนวนมาก คนๆหนึ่งอาจจะให้อภัยลมชั่วร้ายเช่นนั้นได้
ถ้ามันเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง ฤดูแห่งลมไต้ฝุ่น แต่นี่เป็นเดือนเมษายนเท่านั้น ต้นฤดูร้อน นอกจากนี้ลมนี้พัดผ่าน 8 จังหวัดในเขตคันโตเท่านั้น และในความเป็นจริง 2 จังหวัดคือมูซาชิและซางามิเท่านั้น ลมพัดแรงที่สุดในจังหวัดซางามิ และภายในจังหวัดซางามิ ลมพัดแรงที่สุดในเมืองคามากูระ และภายในเมืองคามากูระ ลมพัดแรงที่สุด ณ ทำเนียบรัฐบาล ถนนวาคามิยะ วัดเค็นโชจิและวัดโงะขุระคุจิ ดูเหมือนว่านี่ไม่ใช่ลมธรรมดา แต่ตรงกันข้ามผลจากคำอธิษฐานของพระโฮอินเท่านั้น ผู้คนที่ก่อนหน้านี้เม้มฝีปากและหัวเราะเยาะอาตมาสงบปากสงบคำทันที และลูกศิษย์ของอาตมาก็ประหลาดใจเช่นกัน
ตามที่อาตมาคาดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว คำเตือนของอาตมาถูกมองข้าม ถ้าหลังจากความพยายาม เตือนผู้ปกครองประเทศ 3 ครั้งคำแนะนำของเขายังคงถูกมองข้าม เขาควรจะออกจากบริเวณนั้น ด้วยความคิดเช่นนั้นในจิตใจ ดังนั้น อาตมาจึงออกจากเมืองคามากูระในวันที่ 12 พฤษภาคม และมาที่นี่ ณ ภูเขามิโนบุ
ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน (ค.ศ. 1274) มองโกลเริ่มรุกราน ไม่เพียงเกาะอิกิและซึชิมะถูกโจมตีและถูกยึดเท่านั้น แต่กองทัพประจำสำนักรัฐบาลที่ดาไซฟุ บนเกาะคิวชูก็พ่ายแพ้เช่นกัน เมื่อผู้นำ
ทางทหารโชนิ ซูเกะโยชิ และโอโตโมะ โยริยสึ ได้รับข่าวนี้ พวกเขาหนีจากหน้าที่ทหาร และทหาร
ที่เหลือถูกจับเป็นเชลยอย่างง่ายดาย ถึงแม้ว่ากองทัพมองโกลถอนกำลัง เห็นได้ชัดว่ากองกำลังป้องกันประเทศญี่ปุ่นอ่อนแอเพียงไรถ้ากองทัพมองโกลจะเริ่มโจมตีอีกครั้งหนึ่งในอนาคต
นินโนะสูตรกล่าว “เมื่อนักปราชญ์จากไป ความหายนะ 7 ชนิดจะเกิดขึ้นตลอดเวลา” ไซโชโอสูตรกล่าว “เนื่องจากคนชั่วได้รับการเคารพและเป็นที่โปรดปราน และคนดีถูกลงโทษ โจรปล้นสะดมจากแถบอื่นจะปรากฏตัวและคนในประเทศจะประสบกับความตายและความยุ่งเหยิง” ถ้าคำประกาศเหล่านี้ของพระพุทธะเป็นจริง ดังนั้นคนชั่วมีอยู่ในประเทศของพวกเราและผู้ปกครองโปรดปรานและเคารพคนเช่นนั้นในขณะที่พวกเขาปฏิบัติต่อคนดีด้วยความเป็นปฏิปักษ์อย่างแน่นอน
ไดจูกุสูตรกล่าว “ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ไม่ได้ส่องแสงและปรากฏความแห้งแล้งทุกทิศ ดังนั้น กษัตริย์ชั่วร้ายและภิกษุชั่วร้ายที่ประกอบกรรมชั่วทำลายธรรมะที่แท้จริงของตถาคต” ในนินโนะสูตรพวกเราอ่าน “ภิกษุชั่วร้ายที่แสวงหาชื่อเสียงและผลประโยชน์เท่าที่พวกเขาสามารถหาได้ จะปรากฏตัวต่อหน้าผู้ปกครอง มกุฎราชกุมารหรือเจ้าชายและเทศนาคำสอนที่นำไปสู่การทำลายศาสนาพุทธและการทำลายประเทศ ผู้ปกครองที่ไม่สามารถเข้าใจลักษณะที่แท้จริงแห่งคำพูดของภิกษุ ฟังพวกเขาด้วยความไว้วางใจและดังนี้พวกเขาเป็นสาเหตุของการทำลายศาสนาพุทธและการทำลายประเทศ” และสัทธรรมปุณฑริกสูตรพูดถึง “ภิกษุชั่วร้ายในโลกที่สกปรกนี้” ถ้าข้อความเหล่านี้ในพระสูตรเป็นจริง ดังนั้นต้องเป็นภิกษุชั่วร้ายในประเทศนี้อย่างแน่นอน บนภูเขาที่เต็ม
ไปด้วยสมบัติต้นไม้คดควรจะถูกตัดทิ้ง และไม่ควรส่งศพไปทางทะเลใหญ่ ถึงแม้ว่าทะเลใหญ่แห่งธรรมะในศาสนาพุทธและภูเขาสมบัติแห่งเอกยานอาจจะยอมรับเศษอิฐและขยะแห่งอนันตริยกรรม 5หรือน้ำสกปรกแห่งการกระทำความผิดร้ายแรง 4 ประการ ก็ไม่มีที่ว่างสำหรับศพของผู้ที่ดูหมิ่นสัทธรรมปุณฑริกสูตร หรือสำหรับ “ต้นไม้คด” อิจฉันติก (คนที่ไม่เชื่อและเปลี่ยนแปลงไม่ง่าย) ดังนั้น ผู้ที่พยายามปฏิบัติธรรมะในศาสนาพุทธและที่เป็นห่วงเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาในชาติหน้าควรจะเข้าใจว่าสิ่งที่น่ากลัวคือการดูหมิ่นสัทธรรมปุณฑริกสูตร
คนจำนวนมากรู้สึกสงสัยว่า ทำไมแต่ละคนควรจะให้ความสนใจบุคคลเช่นตัวอาตมาเองที่พูดใส่ร้ายพระโกโบะ พระจิคากุ และผู้อื่นในกลุ่มของพวกเขา อาตมาไม่ทราบเกี่ยวกับศาสนาอื่น แต่อาตมาทราบว่าชาวโตโจและไซโจในจังหวัดอาวะมีเหตุผลที่ดีเชื่อในสิ่งที่อาตมาพูด พวกเขาพบข้อพิสูจน์ปรากฏแก่สายตาของพวกเขา พระเอ็นดอน-โบะแห่งอิโนโมริ พระไซเงียว-โบะ และพระโดงิ-โบะแห่งวัดเซอิโชจิ และพระจิตชิ-โบะแห่งคาตาอุมิ ทั้งหมดนี้เป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียง
แต่คนๆหนึ่งควรจะไต่ถามว่าพวกเขาประสบกับความตายชนิดใด อย่างไรก็ตาม อาตมาจะไม่พูดถึงพวกเขาอีก พระเอ็นชิ-โบะ ภิกษุอีกรูปหนึ่งแห่งวัดเซอิโชจิ ใช้เวลา 3 ปีในหอประชุมใหญ่ของวัดนี้คัดลอกข้อความในสัทธรรมปุณฑริกสูตรด้วยความเพียรพยายามมาก คำนับ 3 ครั้งขณะที่เขาคัดลอก
แต่ละอักษร เขาท่องจำพระสูตรนี้ได้หมด 10 ม้วน และทุกวันและคืนอ่านพระสูตรทั้งพระสูตร 2 ครั้งในช่วงเวลา 50 ปี ทุกคนทำนายว่าเขาจะเป็นพระพุทธะอย่างแน่นอน แต่อาตมาเท่านั้นพูดว่าเขา
พร้อมกับพระโดงิ-โบะ ตกนรกแห่งความทรมานไม่สิ้นสุดนานยิ่งกว่าพระสงฆ์นิกายเน็มบุตสึแน่นอน เธอควรจะฉลาดในการไต่ถามอย่างรอบคอบเพียงแค่คนเหล่านี้ประสบกับความตายชนิดใด และดูว่าลักษณะท่าทางการตายของพวกเขาสนับสนุนคำพยากรณ์ของอาตมาหรือไม่ ถ้าไม่ใช่อาตมา ผู้คนจะเชื่อว่าภิกษุเหล่านี้บรรลุพุทธภาวะ เธอควรจะเข้าใจจากจุดนี้เกี่ยวกับความถูกต้องแห่งคำพยากรณ์ของอาตมา !
พระโกโบะ พระจิคากุ และผู้อื่นตายในลักษณะท่าทางที่ชี้ให้เห็นว่าจะประสบชะตากรรม
ที่น่าสังเวชอย่างแท้จริงในอนาคต,แต่ลูกศิษย์ของพวกเขาวางแผนเก็บความลับเรื่องนี้ไว้ ดังนั้น แม้แต่สมาชิกของสำนักจักรพรรดิก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้ ดังนั้น คนเหล่านี้ได้รับการนับถือด้วยความเคารพมากขึ้นในสมัยต่อมา และถ้าไม่มีใครเช่นอาตมาเปิดเผยความจริง พวกเขาจะได้รับการเคารพ
ในลักษณะนั้นต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด อาจารย์อุลุกที่นอกรีตกลายเป็นก้อนหินตอนตาย แต่ 800 ปีต่อมา ความผิดพลาดของเขาถูกเปิดเผยและก้อนหินละลายและกลายเป็นน้ำ และในกรณีของอาจารย์นอกรีตคนอื่นเช่น กปิล 1,000 ปีผ่านไปความผิดพลาดของเขาจึงถูกเปิดเผย
บุคคลหนึ่งสามารถเกิดมาเป็นมนุษย์เนื่องจากเขาหรือเธอรักษาศีล 5 ในชาติก่อน และถ้าเขารักษาศีล 5 ต่อไปในชาตินี้ ถ้าเป็นเช่นนั้นเทพเจ้าที่มีความเมตตา 25 องค์จะคุ้มครองเขา และโดโชและโดเมียว ฑูตสวรรค์ 2 องค์ที่อยู่กับเขาตั้งแต่เกิดบนไหล่ซ้ายและขวาตามลำดับ จะคุ้มครองเขา
ตราบใดที่เขาไม่ได้ทำความผิด ปีศาจจะไม่มีโอกาสทำอันตรายเขา และนอกจากนั้นในประเทศญี่ปุ่นนี้ มีผู้คนเหลือคณานับที่ร้องไห้ด้วยความทุกข์ทรมานมาก เช่นกัน พวกเราทราบสิ่งที่ชาวเกาะอิกิและ
ซึชิมะต้องประสบเมื่ออยู่ในเงื้อมมือของชาวมองโกล สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป้องกันที่ดาไซฟุ บนเกาะคิวชู ผู้คนในบริเวณเหล่านี้มีความผิดอะไรพวกเขาจึงต้องประสบกับชะตากรรมเช่นนั้น? คนๆหนึ่งปรารถนาทราบคำตอบนี้อย่างแน่นอน 1 หรือ 2 คนอาจจะทำความชั่ว แต่มันเป็นไปได้อย่างไรที่พวกเขาทุกคนทำความชั่ว
ความรับผิดชอบทั้งหมดอยู่ที่ความจริงที่ว่าประเทศนี้เต็มไปด้วยพระสงฆ์นิกายมนตรยานที่ปฏิบัติตามคำสอนซึ่งสืบทอดมาจากพระโกโบะ พระจิคากุ และพระชิโช พร้อมด้วยพระสงฆ์นิกายเน็มบุตสึที่ในสมัยปัจฉิมธรรมเป็นลูกศิษย์ของพระชาน-เตาและพระโฮเน็น และพร้อมด้วยผู้ติดตามพระโพธิธรรมและพระสังฆราชองค์อื่นแห่งนิกายเซน นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมพระพรหมและ พระอินทร์ ท้าวจตุโลกบาลและเทพองค์อื่น ปฏิบัติตามคำปฏิญาณของพวกเขาในการปกป้องสัทธรรมปุณฑริกสูตรและทำให้ศีรษะของใครก็ตามที่ทำผิดแตกเป็น 7 เสี่ยง เพื่อเป็นการลงโทษ
ณ จุดนี้บางคนอาจจะงงงวยและคัดค้านว่า ถึงแม้ว่าเชื่อกันว่าผู้ที่ทำอันตรายผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรศีรษะของพวกเขาแตกเป็น 7 เสี่ยง มีหลายคนที่ดูหมิ่นพระนิชิเร็นแต่ศีรษะ
ยังไม่แตก พวกเราสรุป พวกเขาอาจจะถามว่าพระนิชิเร็นฯไม่ใช่ผู้อุทิศชีวิตที่แท้จริงต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรใช่หรือไม่?
อาตมาจะตอบด้วยคำพูดที่ว่า ถ้าพระนิชิเร็นฯไม่ใช่ผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร ดังนั้นใครกันเล่า? พระโฮเน็น ที่ในงานนิพนธ์ของเขาสั่งให้ผู้คนโยนสัทธรรมปุณฑริกสูตรทิ้ง เป็นผู้อุทิศชีวิตใช่หรือไม่? มหาธรรมาจารย์โกโบะที่พูดว่าพระศากยมุนียังคงอยู่ในความมืด เป็นผู้อุทิศชีวิตใช่หรือไม่? หรือ พระศุภกรสิงห์และพระจิคากุที่สอนว่าถึงแม้ว่าในทางทฤษฎีสัทธรรมปุณฑริกสูตรและมนตรยานเท่าเทียมกัน ในทางปฏิบัติอันหลังสูงส่งกว่า เป็นผู้อุทิศชีวิตใช่หรือไม่?
อนึ่ง เรื่องศีรษะแตกเป็น 7 เสี่ยง คนๆหนึ่งไม่จำเป็นต้องจินตนาการว่าเป็นการแตกด้วยดาบ
คมกริบ ในทางตรงกันข้าม สัทธรรมปุณฑริกสูตรกล่าวว่าการแตกเหมือนกับการแตกของ “กิ่งของต้นอจก (arjaka)” ในศีรษะของบุคคลหนึ่งมีของเหลว 7 หยดและปีศาจ 7 ตน ถ้าปีศาจดื่ม 1 หยดศีรษะของบุคคลหนึ่งเริ่มรู้สึกปวด ถ้าพวกปีศาจดื่ม 3 หยดชีวิตของเขาจะตกอยู่ในอันตรายและ
ถ้าพวกปีศาจดื่มทั้งหมด 7 หยด เขาจะตาย ผู้คนในโลกทุกวันนี้ล้วนมีศีรษะที่แตกออกเหมือนกับกิ่งของต้นอจก แต่พวกเขาจมปลักอยู่ในกรรมชั่วจนกระทั่งพวกเขาไม่รู้ความจริงเรื่องนี้ พวกเขาเหมือนกับบุคคลที่ได้รับบาดเจ็บในขณะที่พวกเขานอนหลับหรือในสภาพเมาเหล้าและยังไม่มีสติเกี่ยวกับบาดแผลของพวกเขา
แทนที่จะพูดว่าศีรษะแตกเป็น 7 เสี่ยง บางครั้งพวกเราพูดว่าจิตใจแตกเป็น 7 เสี่ยง กะโหลกศีรษะใต้หนังศีรษะคนแตกออกเนื่องมาจากการสั่นสะเทือนของจิตใจ เช่นกันมีรอยแตกของกะโหลกศีรษะที่เกิดขึ้นหลังความตายเท่านั้น ผู้คนมากมายในสมัยของพวกเราเองมีศีรษะแตกออกเมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในสมัยโชกะ (ค.ศ. 1257) หรือ ณ เวลาแห่งการปรากฏของดาวหางใหญ่ในสมัยบุนเออิ (ค.ศ. 1264) ณ เวลาศีรษะของพวกเขาแตกออก พวกเขาหายใจลำบาก และเมื่ออวัยวะภายในที่สำคัญ 5 อวัยวะของพวกเขาไม่สามารถทำหน้าที่อย่างถูกต้อง พวกเขาทุกข์จากโรคบิด พวกเขาไม่เข้าใจว่าพวกเขาถูกลงโทษเนื่องจากพวกเขาดูหมิ่นผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร !
เนื่องจากเนื้อกวางรสอร่อย กวางจึงถูกล่าและฆ่า เนื่องจากเต่ามีน้ำมัน เต่าจึงเสียชีวิต
ถ้าผู้หญิงคนหนึ่งมีเสน่ห์ คนจำนวนมากย่อมอิจฉาเธอ ผู้ปกครองประเทศเกรงกลัวประเทศอื่นมาก และชีวิตของคนที่มีความร่ำรวยมากตกอยู่ในอันตรายเสมอ คนที่ปฏิบัติตามสัทธรรมปุณฑริกสูตร
จะบรรลุพุทธภาวะอย่างแน่นอน ดังนั้น มารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6 ผู้มีอำนาจใน 3 โลกนี้ จะอิจฉา
ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามพระสูตรนี้อย่างมาก พญามารนี้ มีคนบอกพวกเราว่า ติดตามผู้คนเหมือนกับโรคระบาดโดยที่ไม่มีทางพบด้วยสายตา หลังจากนั้น เหมือนกับบุคคลที่ค่อยๆเมาไวน์เก่าแก่ชั้นดี มารตนนี้ค่อยๆสิงผู้ปกครอง พ่อและแม่ ภรรยาและลูก และเต็มไปด้วยความอิจฉาผู้อุทิศชีวิตต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตร และอย่างถูกต้องนั่นคือสถานการณ์ซึ่งพวกเราเผชิญทุกวันนี้ในโลกรอบตัวพวกเรา เนื่องจากอาตมาสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว มามากกว่า 20 ปี อาตมาจึงถูกขับไล่จากสถานที่หนึ่งสู่สถานที่หนึ่ง อาตมาทำให้ผู้มีอำนาจโกรธ 2 ครั้ง และในที่สุดอาตมาปลีกตัวมาที่ภูเขาลูกนี้
ตามความเป็นจริงภูเขาลูกนี้ประกอบด้วยภูเขา 4 ลูก ชิชิเม็นอยู่ทางทิศตะวันตก เท็นชิ-โนะ-
ทาเกะอยู่ทางทิศตะวันออก มิโนบุอยู่ทางทิศเหนือและทาคาโทริอยู่ทางทิศใต้ แต่ละลูกสูงพอสัมผัสท้องฟ้าและชันมากจนกระทั่งแม้แต่นกก็มีอุปสรรคในการบินข้าม ตรงกลางภูเขาเหล่านี้มีแม่น้ำ 4 สายซึ่งเรียกว่าฟูจิงาว ฮายะคาวะ โอชิราคาวะและมิโนบุงาวะ ตรงกลางมีห้วยลึกร้อยๆหลาหรือประมาณนั้นขวาง อาตมาสร้างกระท่อมของอาตมา อาตมาไม่สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ในเวลากลางวันหรือดวงจันทร์ตอนกลางคืน ในฤดูหนาวมีหิมะหนา และในฤดูร้อนต้นหญ้าหนาแน่น เนื่องจากคนมาพบอาตมาน้อยมาก จึงแทบจะไม่ปรากฏรอยทางเดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้หิมะหนามากจนกระทั่งไม่มีแขกมาหาอาตมาเลย การที่ไม่ทราบว่าชีวิตของอาตมาอาจจะสิ้นสุด ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง อาตมาจึงมอบใจภักดิ์ต่อสัทธรรมปุณฑริกสูตรจนหมดใจ ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้ จดหมายของเธอจึงได้รับการต้อนรับเป็นพิเศษ ดูเหมือนว่าแทบจะเหมือนสาส์นจากพระศากยมุนีหรือจากพ่อแม่ของอาตมาที่ตายไปแล้ว อาตมาไม่สามารถบอกเธอได้ว่าอาตมารู้สึกขอบคุณเธอมากเพียงไร
นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว