ประสบการณ์คุณสรวงภรณ์ ปุ่นปุย

ฉันชื่อ สรวงภรณ์ ปุ่นปุย สมาชิกเขตดาวคะนอง วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์ของชีวิต ตอนก่อนมาสวดมนต์ได้รู้จักกับนัมเมียวโฮเร็งเงเคียว และผลบุญที่ได้รับจากการสวดมนต์นี้
ก่อนมาสวดมนต์ ฉันเป็นคนที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 12 ปี มักเป็นไข้ ตัวร้อน ไม่มีแรง ตอนทำงานกับเถ้าแก่ก็เหนื่อยง่าย รักษากับหมอมาตลอด พออายุ 16 ปี เป็นไข้ตัวเย็น จนหมอไม่กล้าฉีดยาให้ จึงไปหารักษาทั่วไป มีคนแนะนำให้ไปหาหมอที่รักษาไข้ตัวเย็นโดยเฉพาะ หมอให้กินยา โรคไข้ตัวเย็นก็หายไป
จากนั้นก็มาเป็นโรคไข้ทับระดูเป็นประจำ จะปวดตามกระดูก และไม่มีแรง ก็ไปกินยาต้มต่างๆ และยาจากเมืองนอก เช่น น้ำอโรเวล่า หมดไป 9 หมื่นก็ไม่หาย ยังเป็นอยู่ ต่อมามีคนชวนไปถือศีล 8 ที่วัดสะพาน พระโขนง คลองเตย สวดมนต์เช้า-เย็น แบบหินยาน ตลอด 3 เดือน และโกนหัวบวชให้ในหลวง 7 วัน ที่วัดสารอด พระโขนงด้วย สุขภาพก็ยังไม่ดีขึ้น เจ้หมวยก็ให้มาถามป้าของเจ้หมวยที่ลงทรงดู เขาบอกว่า ตัวฉันมีร่างทรงแฝงอยู่ให้ไปรับขัน 5 ก็ไม่อยู่ เขาก็ให้ไปรับขัน 9 ก็ยังไม่อยู่ ตัวผอม เย็น เหลือง ดำ ตัวเล็กลง ต่อมาจึงมีคนแนะนำให้ไปรับขัน 12 ที่สิงห์บุรี เพราะที่นั่นมีองค์มาอยู่มาก เป็นบ้านของพ่อพวงทอง เมื่อรับเสร็จ มีองค์มาแฝง 3 องค์ คือ 1.ปู่รัตนมหาราชา 2.เจ้าชาย 3.พ่อเทพพลัง เสร็จแล้วมาลงทรงเองที่บ้านเช่าที่ดาวคะนอง ตัวฉันเอง กลัวว่าจะช่วยเขาไม่ได้ ไม่มั่นใจ แต่เจ้หมวยขอให้ช่วยคนที่มีความทุกข์มาขอให้ช่วย โดยมีค่าครู เป็น หมาก พลู เงิน 12 บาท บุหรี่ 1 ซอง ดอกไม้ 3 สี เงินที่ได้ทุกบาทนำไปใส่บาตรทำบุญหมด และสวดมนต์อุทิศกุศลให้ทั้ง 3 องค์
ต่อมามีผู้ป่วยเป็นโรคน้ำเหลือง น้ำหนอง คันไหลย้อยตามตัว มาขอให้ช่วย แปลกมากฉันเพียงพ่นเป่า 3 ที แผลที่เป็นตามตัวก็แห้งหายสนิทในช่วงนั้นเลย ต่อมาคนนี้ก็กลับมาหาฉันอีกในครึ่งเดือนต่อมา มาถามว่า จะได้ไปเมืองนอกไหม? ฉันบอกเขาไปว่า จะได้ไปแน่
ต่อมา แม่ของฉันที่อยู่จ.สุโขทัย ได้ติดต่อมาให้ฉันลงไปดูแม่ด่วน เนื่องจากขาข้างหนึ่งของแม่เดินไม่ได้ ลงมาจากบ้านไม่ได้เป็นอาทิตย์แล้ว เมื่อไปถึงขึ้นไปหาแม่ ก็เป่าที่เข่า 3 ครั้งเท่านั้น แม่ก็ลุกขึ้นเดินได้เดี๋ยวนั้นเลย โดยไม่ต้องทำพิธี เพราะทั้ง 3 องค์แฝงไปที่ไหนๆกับเราตลอดเวลา
การเป็นร่างทรงนี้ มีข้อดีที่ค้าขายดีมาก แต่มีข้อเสียคือ ไม่มีเงินเหลือเก็บ เพราะสุขภาพยังคงย่ำแย่ ต้องใช้เงินที่ได้ไปรักษาตัว จนไม่มีเงินจะกิน
อีกหลายเดือนต่อมา มีคนโดนของมาหาฉัน เจ้หมวยสงสารเขา ขอให้ลงทรงเพื่อช่วยคนนี้ อาการเขาหนักมาก เมื่อทำการลงทรง แล้วก็เป่าเพียง 3 ครั้ง คนโดนของก็ฟื้นหายเป็นปกติ แต่ของจากตัวเขา วิ่งเข้าตัวฉัน แล้วฉันก็อาเจียนของนั้นออกมา พ่อเทพพลังบอกว่า ท่านจะกลับสวรรค์แล้ว กำชับกับเจ้หมวยว่า ถ้าร่างอาการไม่ดีให้พาไปโรงพยาบาลด่วนเลย อีกไม่กี่วันต่อมา อาการป่วยของฉันก็ทรุดหนักขึ้น เจ้หมวยต้องแบกขึ้นบ่าไปเรียกรถที่ปากซอย หมอถามว่าไปทำอะไรมา เสียเวลาไปตั้ง 5 ปี ให้เตรียมตัวผ่าตัดด่วนเลย ตอนนั้นมีอาการปวดแสบ ปวดร้อนที่คอ คอบวม เป็นก้อนเนื้อ หมอที่โรงพยาบาลทหารเรือเจาะที่คอ เอาไซริ้งดูดออกมา ส่งไปตรวจ 2 ที่ ที่หนึ่งไปตรวจที่ร.พ.จุฬา อีกที่ส่งไปตรวจที่ร.พ.ศิริราช เพื่อดูผลว่าตรงกันไหม
พอไปฟังผลตรวจที่ร.พ.ทหารเรือ หมอไม่ยอมบอก ทำหน้าตกใจ ลุกหนีไปคุยกับเพื่อนของหมอ ฉันก็เลยตามหมอไปอีก ฉันก็ถามอีกว่า ฉันเป็นอะไร เพื่อนของหมอก็ตอบแทนว่า ก็เป็นมะเร็งนะสิ แล้วกำหนดให้ฉายแสง
ต่อมาถึงวันจะฉายแสง ไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่อยู่เลย จึงไปหาหมอคนเดิมอีก หมอบอกว่า ที่นี่มีเครื่องมือและยาไม่ครบ จะเขียนจดหมายให้ไปรักษาต่อที่ร.พ.จุฬา ไปสแกน เข้าอุโมงค์ กินน้ำแร่ ทำแบบนี้มา 2 ปี
เชื้อที่ตรวจจากฟิล์มครั้งสุดท้ายดำมาก แสดงว่ามีเชื่อมะเร็งมากกระตายเต็มไปหมด หมอจึงขอนัดให้กินน้ำแร่ตัวใหม่ ซึ่งแพงมากและแรงมาก ยังอยู่ในระหว่างการทดลอง เคสนี้มีแต่หมอฝรั่ง หมอนิโกร ตัวเองก็กังวลใจมาก เรื่องค่าใช้จ่าย ทำให้เกิดน้อยใจตัวเองว่า ทำไมตัวเองถึงต้องเป็นมะเร็งมากขนาดนี้ และยังยากจน ไม่มีจะกินอีก ได้นั่งร้องไห้กับเจ้หมวย 2 คนที่แผงขายของ พอดีคุณเดือนเพ็ญที่ขายของอยู่ใกล้กัน มาถามว่า ทำไมถึงนั่งร้องไห้กันละ เมื่อเขารู้เรื่อง ก็บอกว่า ให้สวด นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว เลย ผีก็ไม่ต้องกลัว ฉันได้ฟังแล้ว รู้สึกว่า น่าจะช่วยฉันได้ เพราะฉันเคยสวดมนต์ชินบัญชร และมนต์อื่นๆมาแล้วก็ช่วยไม่ได้
คุณเดือนเพ็ญได้ให้ลูกประคำและคัมภีร์มาสวดที่บ้าน พอสวดได้ 1 อาทิตย์ ก็ครบกำหนดหมอนัดจะต้องไปกินน้ำแร่ตัวใหญ่ พอไปหาหมอ หมอก็พาฉันไปเข้าอุโมงค์ก่อนเพื่อดูว่า เชื้อมะเร็งตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ก่อนจะให้กินน้ำแร่ พอผลฟิล์มออกมา หมอทั้งหลายทำหน้างงขณะดูฟิล์ม แล้วเรียกให้ฉันไปเข้าอุโมงค์อีกรอบหนึ่ง เพื่อดูฟิล์มอีกเป็นครั้งที่ 2 ตอลดเวลาที่อยู่ร.พ.ขณะนั้น ฉันได้สวดมนต์ตลอดเวลา แล้วหมอก็เรียกเข้าไปคุยอีกครั้ง เมื่ออ่านฟิล์มครั้งที่ 2 นี้ หมอบอกว่า เชื้อมะเร็งไม่รู้หายไปไหนหมดแล้ว ดังนั้น ไม่ต้องกินน้ำแร่ตัวใหม่แล้ว ให้ไปเอายาไทรอยด์ไปกินแล้วกลับบ้านไป อีก 6 เดือนค่อยมาตรวจหาหมออีกที นั่นก็คือ ฉันได้หายจากโรคมะเร็งแล้ว ด้วยการสวดมนต์นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวเท่านั้น
ขณะที่หายจากมะเร็งนั้น ฉันอายุ 38 ปี และได้ไปตรวจทุก 6 เดือนจนถึงปัจจุบันนี้ ฉันอายุได้ 52 ปี ได้รับศีล รับพระ และได้ไปโทซังมา 2 ครั้งแล้ว คือเมื่อปีที่แล้วและปีนี้
ขอขอบคุณไดโงะฮนซน ขอบคุณสมาคมธรรมประทีป ขอบคุณท่านประธาน และหัวหน้าเขต ผู้อาวุโสทุกท่าน ขอบคุณค่ะ

ตอน 2
หลังจากได้หายจากโรคมะเร็งในคราวนั้น ก็อยู่ที่บ้านเช่าแถวสะพานยาว หลังตลาดดาวคะนอง มีคนให้ตู้พระเล็กๆมา ก็เริ่มสวดมนต์สม่ำเสมอ เช้า-เย็น การค้าเริ่มดีขึ้น ได้ไปผ่อนบ้านทาวน์เฮ้าส์ แถวพระสมุทรเจดีย์ไว้ แล้วให้คนเช่าอยู่ จนครบ 4 ปีต่อมา เมื่อค้าขายดีก็เก็บเงินได้มาก จนเอาไปชำระหนี้ของบ้านที่ผ่อนไว้ได้จนหมด และได้เข้าไปอยู่ในบ้านใหม่ ได้เปลี่ยนตู้พระใหม่ รับศีล-รับพระ โดยคุณณรงค์เป็นคนไปตั้งพระให้ การค้าก็ดีมาต่อเนื่อง
ต่อมาเจ้หมวยมีประจำเดือนมาอย่างมาก ก็พาไปรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ-พระประแดง ระหว่างไปดูแลเจ้หมวย วันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุ ช่วงขับมอเตอร์ไซค์จะออกจากบ้านไปหาเจ้หมวย ลุงคนหนึ่งขี่จักรยานตัดหน้าโดยกระทันหัน ทำให้ฉันตกใจจนมอเตอร์ไซค์ล้มลงอย่างแรง กระดูกขาหักข้างหนึ่ง ใส่น็อต 14 ตัว เพื่อนที่ขับคิวมอเตอร์ไซค์ก็พาไปหาหมอที่โรงพยาบาลกรุงเทพ-พระประแดง
เนื่องจากฉันและเจ้หมวยเป็นคนใจร้อนและมีอสุระรุนแรง จึงได้มีชะตากรรมที่รุนแรงออกมาอีก
ครั้งหนึ่งที่ฉันกับเจ้หมวยไปซื้อผลไม้ที่ตลาดไทมาขาย ระหว่างที่กำลังเดินซื้อกันอยู่ เจ้หมวย ถูกมอเตอร์ไซค์ชนข้างหลัง ตีลังกาและสลบไปเลย ฉันได้พยายามเรียกและเขย่าตัวให้ฟื้น เจ้หมวยเล่าให้ฟังภายหลังว่า ขณะที่เขาสลบอยู่นั้น เขาได้เห็นร่างตัวเองนอนอยู่ที่พื้นถนน แล้วขณะนั้นก็มีพระรูปหนึ่งมาบอกเขาว่า ยังไม่ถึงเวลาตาย ให้ไปสร้างบุญต่อ จึงผลักให้เขาเข้าร่างใหม่ ขณะที่ฉันเขย่าตัวอยู่นั้น เจ้หมวยจึงอุทานรับว่า อืม ฉันได้นำตัวมาส่งที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ รอการมารักษาอยู่หลายชั่วโมงกว่าหมอจะมาดู แล้วรักษาอยู่ที่นี่ประมาณ 10 วัน อาการไม่ดีขึ้น จึงย้ายมาที่โรงพยาบาลสวัสดิยานน แถวพระสมุทรเจดีย์ ได้พบหมอดี ช่วยคว้านแผลและรักษาจนหายปกติ ระหว่างที่ดูแลอยู่ก็สวดมนต์ให้เจ้หมวยตลอดเวลา
หลังจากนั้น เจ้หมวยก็มีนิสัยดีขึ้น ไม่ค่อยอสุระเท่าไหร่ คุณธรรมธัชจึงให้ไปเยี่ยมสมาชิกเพิ่มขึ้น ชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
จนปีพ.ศ.2558ได้รับคำแนะนำจากเจ้มักให้ไปโทซัง ก็ลงชื่อไป ก็เกิดมีอาการเป็นไข้อย่างหนัก เสียงฉันไม่มีเลย กลัวจะหายไม่ทันไปโทซัง ขอไม่ไป เจ้มักก็ให้กำลังใจ และให้เชื่อมั่นในโงะฮนซน ต่อมาก่อนจะถึงกำหนดไปโทซัง ก็หายเป็นปกติ เกิดความยินดีมาก
พอปีพ.ศ.2559 เจ้มักก็มาแนะนำให้ไปโทซังเดือนสิงหาคม ศึกษาธรรมะภาคฤดูร้อน ครั้งนี้ก็อีก เมื่อได้ลงชื่อไปแล้ว ได้ไปยกของหนักมาก ปวดที่ขาที่มีน็อตใส่อยู่ เกิดสีดำคล้ำ มาบอกเจ้มักว่า ไม่รู้จะได้ไปโทซังครั้งนี้หรือเปล่า เจ้มักก็ให้กำลังใจให้สู้ โดยสวดไดโมขุให้มาก ไปหาหมอทันที หมอตรวจแล้วบอกว่า ข้างในมันเน่าและเป็นหนองหมดแล้ว แต่จะลองให้ยาแรงๆสักประมาณ 5 วัน แล้วมาเอกซเรย์ดู ฉันสวดไดโมขุอย่างมากทุกวัน เมื่อครบกำหนดปรากฎว่า แผลที่ขายุบและหายสนิท น๊อตก็เรียบเป็นแพปกติ หมอให้ยามากินอีกนิดหน่อยก็หายแล้ว จากนั้นก็หายจนได้ไปโทซังภาคฤดูร้อน ฉันดีใจมาก
การไปโทซังครั้งนี้ ฉันรู้สึกมีความสุขมาก และหลังจากกลับมา ก็ได้รับผลบุญมากมาย ค้าขายก็ดี สมหวังดีตลอด สุขภาพก็ดี ขาไม่เคยปวดอีกเลย
อีกเรื่องที่ได้ผลบุญครั้งนี้ก็คือ ปกติทุก 6 เดือน จะต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลราชวิถี ก่อนไปต้องไปขอใบส่งตัวที่โรงพยาบาลสวัสดิยานนท์ ต้องใช้เวลาครึ่งวันจึงได้ใบส่งตัว จากนั้นก็ไปที่โรงพยาบาลราชวิถีเพื่อเจาะเลือดและรอให้ยาอีกครึ่งวัน ซึ่งต้องเสียเวลาทั้งวันตลอดมาเป็นเวลาหลายปี พอหลังจากกลับจากโทซังครั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน 2559 นี้เอง หมอที่โรงพยาบาลราชวิถีก็เขียนจดหมายให้ไปยื่นที่โรงพยาบาลสวัสดิยานนท์ใกล้บ้าน เพื่อที่จะดูแลรักษาต่อเนื่อง โดยให้เริ่มจากเดือนพฤศจิกายน 2559 นี้ ต่อไปก็ไม่ต้องมาที่โรงพยาบาลราชวิถีอีกแล้ว สามารถมาตรวจ เจาะเลือดและเอายาได้อย่างสะดวกและง่าย ขอบคุณไดโงะฮนซนที่ประทานผลบุญให้ฉันอย่างมาก ปัจจุบันฉันอายุ 52 ปี
เป้าหมายในความศรัทธาก็คือ ตั้งใจจะศรัทธาให้มากขึ้น ขอให้มีรายได้ มีเงินไปวัดใหญ่ไทเซขิจิทุกปี
คุณธรรมธัชได้แนะนำให้ฉันตั้งเป้าหมายใหม่ เพื่อการโคเซ็นรุฟุทั่วโลกและเพื่อบรรลุพุทธภาวะ ขอให้มีวัดนิชิเร็นโชชูในประเทศไทย แล้วจึงอธิษฐานให้มีรายได้ เพื่อจะได้ไปโทซังทุกปี