คำบรรยายโอโกะ - มีนาคม 2018

วัดไทเซคิจิ
คำบรรยายโอโกะ - มีนาคม 2018

บัดนี้คือสมัยปัจฉิมธรรม เมื่อธรรมะบริสุทธิ์คลุมเครือและสูญหาย
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าในแง่ประวัติศาสตร์ศาสนาพุทธคือศาสนาที่ถูกก่อตั้งโดยพระศากยมุนีพุทธะ, ที่ปรากฏตัวในประเทศอินเดียเมื่อประมาณ 3,000 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม มีไม่กี่คนที่รู้ว่าเวลาหลังจากการปรินิพพานของพระศากยมุนีพุทธะถูกแบ่งออกเป็น 3 สมัยแห่งสุทธิธรรม รูปธรรมและปัจฉิมธรรมและไม่รู้ว่า ตามกาลเวลาที่ล่วงไปนั้น มีคำสอนที่ถูกเผยแผ่ต่างกัน
ช่วง 1,000 ปีแรกหลังจากการปรินิพพานของพระศากยมุนีพุทธะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าสมัยสุทธิธรรม ช่วงเวลานี้ สาวกของพระศากยมุนีพุทธะ อาทิ พระมหากัสสปและพระอานนท์ เผยแผ่ศาสนาพุทธหินยานก่อน หลังจากนั้น ผู้คนแบบพระนาคารชุนและพระวสุพันธ์ประณามศาสนาพุทธหินยานและเผยแผ่คำสอนมหายานชั่วคราว
ช่วง 1,000 ปีต่อมาคือสมัยรูปธรรม ช่วงเวลานี้ มหาธรรมาจารย์เทียนไท้[ค.ศ.538-597]ปรากฏตัวในประเทศจีนและมหาธรรมาจารย์เด็งเงียว[ค.ศ.767-822]มาเกิดในประเทศญี่ปุ่น พวกเขาประณามคำสอนที่ถูกเผยแผ่ในประเทศจีนและญี่ปุ่น และส่งเสริมคำสอนสัทธรรมปุณฑริกสูตรแท้-ศาสนาพุทธมหายานแท้
ดังนั้น ในการเผยแผ่ศาสนาพุทธของพระศากยมุนีพุทธะมีลำดับที่ต่างกันและมีการเรียงลำดับที่ชัดเจน ตั้งแต่คำสอนผิวเผินจนถึงคำสอนที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง บนพื้นฐานจุดมุ่งหมายในการนำผู้คนไปสู่การรู้แจ้งโดยสอดคล้องกับสมัย เนื่องจากการปรากฏของคำสอนที่ลึกซึ้ง คำสอนผิวเผินก่อนหน้านั้นจึงเสื่อมลง และด้วยเหตุนี้ ในลำดับที่ต่างกันในเรื่องของความรุ่งเรืองและความเสื่อมในคำสอนศาสนาพุทธจึงเกิดขึ้น
2,000 ปีแห่งสมัยสุทธิธรรมและรูปธรรมนั้นตามมาด้วยสมัยของปัจฉิมธรรม พระศากยมุนีพุทธะพยากรณ์สภาพในสมัยปัจฉิมธรรมตามวิธี ในมหาสันนิบาตสูตร ดังนี้:
"[สมัย 500 ปีสุดท้ายจะเป็น]สมัยแห่งความขัดแย้งภายในคำสอนที่ตถาคตเทศนา และเหตุนี้จะทำให้ธรรมะบริสุทธิ์คลุมเครือและสูญหาย" (ชินเพ็น หน้า 836)
ในขณะที่ยังคงมีคำสอนของพระศากยมุนีพุทธะในสมัยปัจฉิมธรรม แต่พลังและความเข้มแข็ง แห่งศาสนาพุทธของพระศากยมุนีพุทธะเสื่อมและหายไปอย่างสิ้นเชิง คำสอนสูญสิ้นพลังเพื่อช่วยผู้คน ช่วงสมัยนี้ ผลของการปฏิบัติแห่งการบรรลุการรู้แจ้ง จึงเป็นไปไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นคือ มีความขัดแย้งทุกหนทุกแห่งทั่วโลก
ในบท "การสนับสนุนให้อุทิศชีวิต" (คันจิ; บทที่ 13) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตรบรรยายถึงสมัยปัจฉิมธรรมตามวิธีดังนี้:
"สมัยแห่งความกลัวและความชั่วร้าย"
(โฮเคเคียว หน้า 375; สัทธรรมปุณฑริกสูตร แปลโดยนายวัตสัน หน้า 193)
ในบท "ความแตกต่างของกุศลผลบุญ" (ฟุมเบ็ตสึ คุโดกุ; บทที่ 17) บรรยายดังต่อไปนี้:
"สมัยปัจฉิมธรรมที่ชั่วร้าย"
(โฮเคเคียว หน้า 461; สัทธรรมปุณฑริกสูตร แปลโดยนายวัตสัน หน้า 242)
ดังนั้น สมัยปัจฉิมธรรมคือสมัยชั่วร้าย เป็นสมัยซึ่งหัวใจและจิตใจของผู้คนแสดงความสับสน ความกลัว และความทุกข์อย่างสมบูรณ์ ในบทธรรมนิพนธ์ "จดหมายถึงโซยะ นิวโด" กล่าวดังต่อไปนี้:
"ผ่านไปแล้ว 220 กว่าปีตั้งแต่เริ่มต้นสมัยปัจฉิมธรรม มลทิน 5 ประการรุนแรงอย่างยิ่ง และเกิดภัย 3 บ่อย มลทิน 2 ประการ แห่งผู้คนและความคิด เกิดขึ้นเต็มทั่วประเทศ และมีผู้ที่กระทำอนันตริย กรรม 5 และดูหมิ่นทุกหนทุกแห่งทั่วทุกทิศของ 4 ทะเล" (ชินเพ็น หน้า 781)
ณ ที่นี้พระนิชิเร็นไดโชนินอธิบายว่าสังคมในสมัยปัจฉิมธรรมเต็มไปด้วยมลทิน 5 ประการ มล ทิน 5 ประการคือความสกปรก 5 รูปแบบที่ทำให้เกิดความสับสนและความโกลาหลบนโลก ได้แก่ มลทินแห่งสมัย มลทินแห่งกิเลส มลทินแห่งผู้คน มลทินแห่งความคิด และมลทินแห่งชีวิต ในสมัยปัจฉิมธรรมนี้มลทิน 5 ประการรุนแรงขึ้น มลทินแห่งสมัยหมายถึงความโกลาหลบนโลกซึ่งเกิดจากความปั่นป่วน อาทิ สงคราม โรคระบาดและทุพภิกขภัย มลทินแห่งกิเลสหมายถึงความสกปรกของใจและกายซึ่งเกิดจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ความทะนงและความสงสัย มลทินแห่งผู้คนหมายถึงหมู่คนที่ได้รับความทรมานจากกิเลส ชี้ให้เห็นมลทินของทั้งสังคมโดยรวม มลทินแห่งความ คิดคือความสับสนของจิตใจ ซึ่งเป็นผลจากความยึดติดกับตัวเองเข้าครอบงำจิตใจ ไม่สนใจกฎของเหตุและผล และเข้าใจผิดว่าบางสิ่งที่ด้อยกว่าเป็นสิ่งที่สูงส่งกว่า มลทินแห่งชีวิตหมายถึงความสกปรกของชีวิตมนุษย์ซึ่งเกิดจากมลทินแห่งกิเลสและมลทินแห่งความคิด
เมื่อมลทิน 5 ประการนี้แผ่ขยายในโลก มันทำให้เกิดภัย 3 รูปแบบต่างๆ อาทิ ทุพภิกขภัย โรคระบาด และการทำสงคราม
ในข้อความจากบทธรรมนิพนธ์ "การบรรลุการรู้แจ้ง ณ ขั้นแรกของความศรัทธาด้วยสัทธรรมปุณฑริกสูตร" พระนิชิเร็น ไดโชนินบรรยายโลกชั่วร้ายแห่งสมัยปัจฉิมธรรม ที่ซึ่งมลทิน 5 ประการระบาด ดังต่อไปนี้:
"หัวใจของผู้คนพร้อมที่จะต่อสู้และชั่วร้าย และพวกเขาจะมีความโลภและความโกรธรุนแรง ผลที่เกิดขึ้น การต่อสู้และความขัดแย้งเท่านั้นจะเจริญเติบโต" (ชินเพ็น หน้า 1311)
นอกจากนี้ ท่านกล่าว:
"หัวใจของผู้คนวิปลาส*ไปแล้ว และ[คำสอนแห่ง]ธรรมะไม่เกิดผล พลังน่าเกรงขามของพระพุทธะและเทพไม่ปรากฏอีกต่อไป และคำอธิษฐานเพื่อชาตินี้และชาติหน้าไม่เป็นจริง ณ เวลาเช่นนี้ พญามารจะฉวยโอกาสจากสถานการณ์และหาวิธีเหมาะเพื่อเข้ามาอย่างง่ายดายและก่อให้เกิดความพินาศ ดังนั้น ประเทศจะเผชิญทุพภิกขภัยและความแห้งแล้ง และโรคระบาดจะลุกลามทั่วแผ่นดินภายใต้ท้องฟ้า" (ชินเพ็น หน้า 1313)
ในความเป็นจริง โลกของพวกเราเองทุกวันนี้มีความไม่มั่นคงระหว่างประเทศเกี่ยวกับสถาน การณ์อันตรายของการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ มีการเสริมกำลังทหารและการทำลายสิ่งแวดล้อมโดยประเทศที่สนใจเฉพาะการรักษาผลประโยชน์ของพวกเขาเองเท่านั้นและขยายอาณาเขตของพวกเขา สถานการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดสภาพอากาศผิดปกติและภูมิอากาศไม่ถูกต้องตามฤดูกาลซึ่งนำไปสู่การผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำ และเกิดการทำลายจิตวิญญาณมนุษย์ ตามลำดับ เมื่อเห็นเช่นนี้ ไม่มีใครสงสัยว่าบัดนี้คือความจริงที่น่ากลัวแห่งสมัยปัจฉิมธรรม เมื่อธรรมะบริสุทธิ์ของพระศากยมุนีพุทธะสูญสิ้นประสิทธภาพ
อย่างไรก็ตาม ความเมตตาไพศาลของพระพุทธะแท้เพื่อช่วยมวลมนุษยชาติให้พ้นทุกข์ไหลต่อ เนื่องไม่ขาดสาย แม้แต่บนโลกชั่วร้ายแห่งสมัยปัจฉิมธรรมนี้ พระพุทธะแท้มีความเมตตาอยู่เสมอบนสหาโลกที่มีมลทินนี้ และคำสอน[ธรรมะ]จากพระพุทธะจะดำรงอยู่ต่อเนื่อง ในความเป็นจริง สมัยแห่งมลทิน 5 ประการคือเวลาที่จะปรากฏมหาธรรมที่เหมาะกับสมัยปัจฉิมธรรม พระพุทธะแท้ของศาสนาพุทธแห่งการหว่านจะมาเกิดบนโลกนี้และจะส่องสว่างความมืดระยะเวลา 10,000 ปีและตลอดกาลแห่งสมัยปัจฉิมธรรม
ในบท "พลังอิทธิฤทธิ์ของตถาคต" (จินริกิ; บทที่ 21) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร พระศากยมุนีพุทธะพยากรณ์การมาของพระพุทธะแท้ ที่จะเกิดบนโลกในฐานะมนุษย์ปุถุชนในสมัยปัจฉิมธรรม พระองค์กล่าว: "หลังจากตถาคตเข้าสู่นิพพาน บุคคลนี้จะรู้พระสูตรซึ่งพระพุทธะเทศนา เหตุและเงื่อนไขและลำดับเหตุการณ์ที่ถูกต้อง และจะเทศนาพระสูตรอย่างซื่อสัตย์ตามหลักการ ดุจแสงอาทิตย์และแสงจันทร์สามารถขจัดความมืดมนและความมืดทั้งหมด ดังนั้น บุคคลนี้เมื่อผ่านมาบนโลกสามารถขจัดความมืด(อวิชชา)ของมวลมนุษย์ ทำให้เกิดพระโพธิสัตว์มากมายสถิตในเอกยานในที่สุด" (โฮเคเคียว หน้า 516; สัทธรรมปุณฑริกสูตร แปลโดยนายวัตสัน หน้า 276)
ข้อสังเกตต่อข้อความนี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินเขียนในบทธรรมนิพนธ์ "จดหมายตอบเอมน-โนะ-ไทฟุ มูเนนากะ" :
"สมัยปัจจุบันมิใช่อะไรนอกจาก 500 ปีแรกแห่งสมัยปัจฉิมธรรม สิ่งที่เขียนในพระสูตรเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าพระวิศิษฐ์จาริตรโพธิสัตว์จะมาเกิด ณ เวลานี้และมอบอักษร 5 ตัวแห่งนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียวแก่คนทั้งประเทศญี่ปุ่น เช่นกัน พระสูตรเปิดเผยว่าเขาจะถูกเนรเทศและถูกประหารชีวิต"
(ชินเพ็น หน้า 1435)
ดังนั้น ท่านกล่าวว่าในสมัยปัจฉิมธรรม ซึ่งเป็นสมัยที่ธรรมะบริสุทธิ์คลุมเครือและสูญหาย มหาธรรมแห่งนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว ซึ่งเป็นแก่นแท้แห่งคำสอนแท้ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร จะถูกมอบแก่มวลมนุษยชาติ นอกจากนี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวว่าพระสูตรเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเขาจะประสบการบีฑาธรรมสำคัญแห่งการถูกเนรเทศและถูกประหารชีวิต ท่านเขียนต่อ:
"บท "พลังอิทธิฤทธิ์ของตถาคต" (จินริกิ; บทที่ 21) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตรกล่าว:
"เช่นเดียวกับแสงอาทิตย์หรือแสงจันทร์ขับไล่ความมืด บุคคลนี้จะปฏิบัติ[เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว]บนโลกและขจัดความมืด[ขั้นพื้นฐาน]ของมวลมนุษย์"
ท่านคิดว่า "บุคคลนี้" ที่ถูกบรรยายในพระสูตรนี้คือใคร? อาตมาคิดว่า "บุคคลนี้" คือการกลับชาติมาเกิดของพระวิศิษฐ์จาริตรโพธิสัตว์" (อ้างแล้ว)
ณ ที่นี้ พระนิชิเร็น ไดโชนินแสดงให้เห็นว่า ไม่มีความแตกต่างแม้แต่น้อยนิดระหว่างชีวิตจริงของท่านเอง ณ ตอนต้นสมัยปัจฉิมธรรมกับพฤติกรรมของพระวิศิษฐ์จาริตรโพธิสัตว์ ตามที่พระศากยมุนีพุทธะพยากรณ์ ดังนั้น ท่านเปิดเผยความลับว่าในความเป็นจริงท่านคือ "บุคคลนี้" ที่ถูกอ้างในข้อ ความ "บุคคลนี้จะปฏิบัติ[เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว]บนโลก" แท้ที่จริง นอกจากพระนิชิเร็น ไดโชนินแล้ว ไม่มีใครเลยที่ประสบและพิสูจน์การบีฑาธรรมสำคัญต่างๆตามที่ถูกพยากรณ์ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร
พระนิชิเร็น ไดโชนินปรากฎตัวในสมัยปัจฉิมธรรมในฐานะการกลับชาติมาเกิดของพระวิศิษฐ์จาริตรโพธิสัตว์ นัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว ที่ท่านเผยแผ่จึงไม่ใช่สัทธรรมปุณฑริกสูตรของพระศากยมุนีพุทธะ ซึ่งทำให้ผู้คนสามารถบรรลุการรู้แจ้งในสมัยของพระศากยมุนีพุทธะและใน 2,000 ปีหลังจากนั้น ในสมัยสุทธิธรรมและรูปธรรม อย่างแน่นอน
ในความเป็นจริง พระนิชิเร็น ไดโชนินเปิดเผยมหาธรรมซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนลึกของสัทธรรมปุณฑริกสูตร นี่คือเมียวโฮ-เร็งเง-เคียวของศาสนาพุทธแห่งการหว่านแห่งเหตุแท้ตั้งแต่อดีตที่ไม่มีจุด เริ่มต้น(คุอน กันโจะ) พระนิชิเร็น ไดโชนินอธิบายธรรมะสำคัญนี้โดยตรงตั้งแต่อดีตที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและในสมัยปัจจุบันนี้ คือ สมัยปัจฉิมธรรม ท่านสร้างได-โกฮนซนของมหาวิหารแห่งคำสอนแท้ สิ่งสักการะสูงสุดในชมพูทวีป(ทั้งโลก) จุดมุ่งหมายของท่านในการมาเกิดบนโลกนี้คือนำทุกคนไปสู่การบรรลุการรู้แจ้งในรูปกายปัจจุบันของพวกเขา ด้วยเหตุผลนี้ รูปกายผิวเผินของพระนิชิเร็น ไดโชนินคือการกลับชาติมาเกิดของพระวิศิษฐ์จาริตรโพธิสัตว์ และรูปกายแท้แห่งการรู้แจ้งภายในของท่านคือพระพุทธะแท้แห่งสมัยปัจฉิมธรรม
พระนิชิเร็น ไดโชนินกล่าวในบทธรรมนิพนธ์ "การเลือกเวลา" ดังต่อไปนี้:
"เวลาที่ "ธรรมะบริสุทธิ์จะคลุมเครือและสูญหาย" ตามที่กล่าวในมหาสันนิบาตสูตร คือ สมัย 500 ปีที่ 5 ไม่มีข้อสงสัยว่าบัดนี้ ก็คือเวลานั้น อย่างไรก็ตาม หลังจากธรรมะบริสุทธิ์ของพระศากยมุนีพุทธะคลุมเครือและสูญหาย นี่คือเวลาเพื่อการโคเซ็น-รุฝุ เมื่อมหาธรรมบริสุทธิ์แห่งนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว ซึ่งเป็นแก่นของสัทธรรมปุณฑริกสูตร จะต้องถูกเผยแผ่แก่ทุกคนทั่วชมพูทวีป ที่มี 80,000 อาณาจักรและ 80,000 ราชา พร้อมกันกับข้าราชบริพารและพสกนิกรของพระองค์ [พวกเขาทุกคนต้องสวดนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว] เช่นเดียวกับพุทธบริษัท 4 ในประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันกำลังสวดชื่อของพระอมิตา ภพุทธะ" (ชินเพ็น หน้า 837)
บัดนี้ ในสมัยปัจฉิมธรรม ศาสนาพุทธของพระศากยมุนีพุทธะคลุมเครือและสูญหายและมลทิน5 ประการแผ่ขยายในโลก พระนิชิเร็น ไดโชนินประกาศว่านี่คือเวลาเพื่อการเผยแผ่มหาธรรมแห่งนัม-เมียวโฮ-เร็งเง-เคียว (ซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนลึกของสัทธรรมปุณฑริกสูตร) ไปทั่วโลก พวกเราโชคดีจริงๆที่สามารถเกิดบนโลกนี้เป็นมนุษย์ (ซึ่งยากที่จะได้เกิด) ในเวลาชั่วร้ายมากนี้แห่งสมัยปัจฉิมธรรม นอกจากนี้ พวกเราสามารถนับถือธรรมมหัศจรรย์ (เมียวโฮ) ซึ่งยากที่จะได้พบธรรมะนี้ ซึ่งเป็นธรรมะที่ช่วยให้ทุกคนใน 10,000 ปีและอนาคตตลอดกาลแห่งสมัยปัจฉิมธรรมพ้นทุกข์ พวกเราต้องมั่นใจว่าพวกเรากำลังสะสมกุศลผลบุญและเหตุดีมากมายโดยการยึดมั่นภารกิจของพวกเราในการเผยแผ่ศาสนาพุทธแท้ ขณะที่พวกเราพยายามบรรลุการโคเซ็น-รุฝุในโลกที่ชั่วร้ายแห่งสมัยปัจฉิมธรรมนี้และยึดมั่นความศรัทธาและการปฏิบัติเพื่อพวกเราเองและเพื่อผู้อื่น
พระสังฆราชนิชิเนียว โชนินกล่าว:
"บัดนี้ ในสมัยปัจฉิมธรรม ซึ่งเป็นสมัยที่การดูหมิ่นแผ่ขยายในโลก และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้คนโดยไม่รู้ตัว คือ การสร้างกรรมสัมพันธ์ด้านลบ เนื่องมาจากผลร้ายและเป็นพิษจากคำสอนและศาสนาที่ดูหมิ่นธรรมะ พวกเขาจึงไม่สามารถทำให้พวกเขาเองพ้นจากภูมิชีวิตที่ไม่มีความสุข พวกเราไม่สามารถใช้วิธีโชจุ (การชักจูงแบบอ่อนโยน) ที่ถูกปฏิบัติในสมัยสุทธิธรรมและรูปธรรมเพื่อช่วยคนเหล่านี้ วิธีดีที่สุดและวิธีเดียวคือทำชะคุบุขุ โดยการหักล้างความเชื่อนอกรีตและการเปิดเผยความจริง ในความเป็นจริง การทำชะคุบุขุ คือ กระทำที่มีความเมตตาสูงสุดเพื่อช่วยให้มวลมนุษยชาติในสมัยปัจฉิมธรรมพ้นทุกข์" (วารสารไดนิชิเร็น ฉบับ 863 หน้า 58)

สมัยปัจฉิมธรรมคือเวลาที่หัวใจของผู้คนเศร้าหมองมากขึ้น เนื่องจากโลกเต็มไปด้วยมลทิน 5ประการ ยิ่งกว่านั้น มีคำสอนที่ไม่ถูกต้องมากมายที่ไม่เหมาะกับเวลา เป็นไปไม่ได้ที่จะช่วยพวกเราเองและผู้อื่นในทุกวันนี้ให้พ้นทุกข์โดยการคัดลอกพระสูตรหรือโดยการวางท่าอย่างสงบและการนั่งสมาธิอย่างสงบแบบนิกายเซน
พวกเราต้องทำชะคุบุขุที่มีความเมตตาและกล้าหาญและนำผู้คนมาพบได-โกฮนซนของมหาวิหารแห่งคำสอนแท้ นี่คือวิธีเดียวสำหรับพวกเราเพื่อมีความสุขที่แท้จริงด้วยการบรรลุการรู้แจ้งทั้งพวกเราเองและผู้อื่น นี่คือวิธีซึ่งพวกเราสามารถบรรลุความปรารถนาแรงกล้าแห่งการโคเซ็น-รุฝุและการสร้างดินแดนพุทธะ โลกที่มีสันติและความสงบสุขแท้จริง นี่คือความหมายของ "ความเข้าใจเวลา" สมัยปัจฉิมธรรมอย่างแท้จริง
อาตมาขอจบคำเทศนาของอาตมาสำหรับวันนี้โดยการอธิษฐานอย่างจริงใจว่าพวกเราจะหลอมหัวใจของพวกเราให้เป็นหนึ่งและสวดไดโมขุร่วมกัน ในขณะที่พวกเราก้าวหน้าสู่ปี ค.ศ. 2021 แห่งวาระสำคัญในการครบ 800 ปีแห่งการเกิดของพระนิชิเร็น ไดโชนิน (ผู้ก่อตั้ง) ของพวกเรา ขอให้พวกเราบรรลุเป้าหมายส่วนตัวและเป้าของเขตที่พวกเราได้ตั้งไว้ตอนปีใหม่ ด้วยวิธีที่สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีระบบ
ตารางแสดงลำดับเวลา
Y2O9zn.png
คุอน-กันโจะ 500 ธุลีกัลป์ 3,000 ธุลีกัลป์ สมัยปัจฉิมธรรม

โปรดอย่าสับสน: ธุลีกัลป์เขียนเหมือนกัน แต่ 500 ธุลีกัลป์เป็นอดีตยิ่งกว่า 3,000 ธุลีกัลป์

ข้อความเพิ่มเติม
* วิปลาส (วิปะลาด, วิบปะลาด)-คลาดเคลื่อนไปจากธรรมดาสามัญ เช่น สติวิปลาส